เปิดประวัติ "ซอสมะเขือเทศ" เคยถูกขายเป็นยาในอดีต กินมาตั้งนานเพิ่งรู้
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
เปิดประวัติ "ซอสมะเขือเทศ" จากยารักษาโรค สู่ซอสคู่ใจของคนทั่วโลก
ซอสมะเขือเทศ (Tomato Ketchup) ถือเป็นเครื่องปรุงคู่ครัวที่หลายคนคุ้นเคย ไม่ว่าจะนำไปจิ้มเฟรนช์ฟรายส์ ไก่ทอด ฮอตดอก หรือเบอร์เกอร์ ก็ช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารอร่อยยิ่งขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่า เมื่อเกือบ 200 ปีก่อน ซอสมะเขือเทศเคยถูกวางขายในฐานะ "ยา" มาก่อน
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่าหรือข่าวลือ เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า ซอสมะเขือเทศเคยถูกนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจริง แม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับว่าสามารถรักษาโรคได้ก็ตาม
ซอสมะเขือเทศกลายเป็นยาได้อย่างไร?
ย้อนกลับไปในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1830 แพทย์ชาวอเมริกัน ดร. จอห์น คุก เบนเน็ตต์ (Dr. John Cook Bennett) เชื่อว่ามะเขือเทศอุดมไปด้วยสารอาหารและมีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร
เขาเผยแพร่ข้อมูลว่ามะเขือเทศอาจช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย ท้องเสีย รวมถึงอาการเจ็บป่วยบางชนิด พร้อมแนะนำให้รับประทานซอสมะเขือเทศเป็นประจำ ก่อนจะพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ "ยาเม็ดมะเขือเทศ" (Tomato Pills) เพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์
ได้รับความนิยมจนมีผู้ผลิตเลียนแบบ
หลังจากแนวคิดดังกล่าวได้รับความนิยม ผู้ผลิตจำนวนมากต่างหันมาผลิตยาเม็ดจากมะเขือเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณด้านสุขภาพออกมาจำหน่ายอย่างแพร่หลาย
บางแบรนด์ถึงกับโฆษณาว่าสามารถรักษาโรคได้หลากหลายชนิด ขณะที่บางผลิตภัณฑ์แทบไม่มีส่วนผสมของมะเขือเทศเลย แต่ยังใช้ชื่อมะเขือเทศเป็นจุดขาย ทำให้ผู้บริโภคในยุคนั้นเกิดความเข้าใจผิดอยู่ไม่น้อย
แล้วซอสมะเขือเทศรักษาโรคได้จริงหรือไม่?
แม้ว่ามะเขือเทศจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี โพแทสเซียม และสารไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่เมื่อวงการแพทย์มีการศึกษามากขึ้น ก็ไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่า ซอสมะเขือเทศสามารถรักษาโรคได้จริง
กระแสการใช้ซอสมะเขือเทศเป็นยาจึงค่อยๆ หายไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ก่อนจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นเครื่องปรุงรสที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน
ซอสมะเขือเทศทุกวันนี้ ยังมีประโยชน์หรือไม่?
แม้จะไม่ได้เป็นยา แต่ซอสมะเขือเทศก็ยังมีสารอาหารจากมะเขือเทศอยู่บ้าง โดยเฉพาะสารไลโคปีนที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ซอสมะเขือเทศที่วางจำหน่ายทั่วไปมักมีการเติมน้ำตาล เกลือ น้ำส้มสายชู และเครื่องเทศ เพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปากผู้บริโภค
ดังนั้น หากรับประทานในปริมาณมาก ก็อาจได้รับน้ำตาลและโซเดียมเกินความจำเป็น จึงควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับการรับประทานอาหารที่หลากหลาย
สรุป
เรื่องที่ว่า "ซอสมะเขือเทศเคยถูกขายเป็นยา" นั้นถือว่าเป็นเรื่องจริง โดยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อเกือบ 200 ปีก่อน จากความเชื่อของแพทย์ในยุคนั้นที่มองว่ามะเขือเทศมีสรรพคุณช่วยรักษาโรค
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าซอสมะเขือเทศสามารถใช้รักษาโรคได้ จึงควรมองว่าเป็นเครื่องปรุงรสที่ช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับอาหาร มากกว่าจะใช้แทนยาในการรักษาอาการเจ็บป่วย
เกร็ดความรู้
หลายคนอาจไม่รู้ว่า ซอสมะเขือเทศในยุคแรกๆ ไม่ได้ทำจากมะเขือเทศ แต่มีต้นกำเนิดจากซอสหมักของจีนโบราณที่เรียกว่า "เค-เชียป" (Ke-tsiap) ซึ่งทำจากปลาหมัก ก่อนที่ชาวยุโรปจะนำสูตรมาดัดแปลง และในเวลาต่อมาจึงเริ่มใช้มะเขือเทศเป็นวัตถุดิบหลัก จนกลายมาเป็นซอสมะเขือเทศที่เรารับประทานกันในปัจจุบัน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
