"กล้วย 4 ชนิด" จัดอันดับค่าน้ำตาล ชนิดไหนสูง-ต่ำ เช็กเลยเพื่อสุขภาพ
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
การเลือกทานกล้วยให้เหมาะสมกับสุขภาพ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจปริมาณน้ำตาลและแป้งที่แตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์
สายเฮลตี้ห้ามพลาด จัดลำดับ "กล้วย 4 สายพันธุ์" ชนิดไหนหวานพุ่ง ชนิดไหนน้ำตาลน้อย เรารวบรวมมาให้แล้ว เพราะกล้วยแต่ละลูกให้พลังงานไม่เท่ากัน ใครที่ชอบทานกล้วยเป็นประจำแต่ไม่อยากให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ด มาเช็กความหวานก่อนหยิบใส่ปากไปพร้อมกันเลย
-
อันดับที่ 1: กล้วยไข่ (น้ำตาลสูงที่สุด)
-
ลักษณะ: ผลเล็ก เนื้อแน่น สีเหลืองทอง
-
ความหวาน: เป็นแชมป์ด้านความหวานจัด เพราะมีน้ำตาลเข้มข้นที่สุดในบรรดากล้วยไทย
-
ข้อมูลสุขภาพ: ให้พลังงานสูงในปริมาณน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานเร่งด่วน แต่ผู้ที่ควบคุมน้ำตาลหรือเป็นเบาหวานควรทานในปริมาณที่จำกัด
-
-
อันดับที่ 2: กล้วยหอม (หวานชัดเจน)
-
ลักษณะ: ผลเรียวยาว เปลือกบาง เมื่อสุกงอมจะมีจุดกระสีดำ (Sugar Spots)
-
ความหวาน: หวานแรงโดยเฉพาะตอนสุกจัด เนื่องจากแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเกือบทั้งหมด
-
ข้อมูลสุขภาพ: มีคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมง่าย จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาที่ต้องการพลังงานระหว่างการแข่งขันหรือออกกำลังกาย
-
-
อันดับที่ 3: กล้วยเล็บมือนาง (หวานนุ่มนวล)
-
ลักษณะ: ผลเล็กเรียว ปลายแหลม เนื้อนุ่ม กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
-
ความหวาน: มีรสหวานหอมแบบนุ่มนวล ระดับความหวานจะเบากว่ากล้วยหอมเล็กน้อย
-
ข้อมูลสุขภาพ: ด้วยขนาดผลที่เล็ก ทำให้คุมปริมาณการทานได้ง่าย เหมาะเป็นของว่างเพื่อสุขภาพที่ไม่หนักจนเกินไป
-
-
อันดับที่ 4: กล้วยน้ำว้า (หวานกลางๆ สมดุล)
-
ลักษณะ: ผลอ้วนป้อม เนื้อเหนียวนุ่ม
-
ความหวาน: มีระดับน้ำตาลปานกลาง หากทานตอนเริ่มสุกจะมีแป้งเยอะ แต่ถ้าสุกงอมน้ำตาลจะเพิ่มขึ้น ทว่าโดยรวมยังไม่พุ่งเท่ากล้วยไข่หรือกล้วยหอม
-
ข้อมูลสุขภาพ: มีใยอาหารและเพกตินสูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและการรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ดีที่สุด
-
-
อันดับที่ 5: กล้วยหักมุก (หวานน้อยที่สุด)
-
ลักษณะ: ผลใหญ่ เปลือกหนามีเหลี่ยมชัดเจน
-
ความหวาน: มีน้ำตาลน้อยที่สุดในกลุ่ม เพราะมีสัดส่วนของแป้ง (Starch) สูงกว่าน้ำตาลอย่างมาก
-
ข้อมูลสุขภาพ: เนื้อจะแน่นและมีความมัน นิยมนำไปผ่านความร้อนอย่างการปิ้งหรือย่างเพื่อให้ทานง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงรสหวานจัด
-
ข้อแนะนำในการทานเพื่อสุขภาพ
-
สำหรับผู้ควบคุมน้ำตาล: ควรเลือกทานกล้วยที่ "เริ่มสุก" (เปลือกยังมีสีเขียวปน) เพราะจะมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำกว่ากล้วยที่สุกงอมจนเละ
-
ปริมาณที่เหมาะสม: โดยทั่วไปแนะนำให้ทานวันละ 1-2 ลูก (ตามขนาดสายพันธุ์) เพื่อให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่สมดุล
แหล่งอ้างอิงข้อมูล:
-
สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข: ตารางคุณค่าทางโภชนาการในอาหารไทย
-
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล (INMU)
-
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)