"อะโวคาโด" เนื้อเป็นสีดำกินได้ไหม? เปิดผลตรวจจากห้องแล็บที่คนรักสุขภาพต้องรู้

"อะโวคาโด" เนื้อเป็นสีดำกินได้ไหม? เปิดผลตรวจจากห้องแล็บที่คนรักสุขภาพต้องรู้

"อะโวคาโด" เนื้อเป็นสีดำกินได้ไหม? เปิดผลตรวจจากห้องแล็บที่คนรักสุขภาพต้องรู้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อะโวคาโดเนื้อเป็นสีดำกินได้ไหม? เปิดผลตรวจจากห้องแล็บที่คนรักสุขภาพต้องรู้

อะโวคาโดถือเป็น "ซูเปอร์ฟู้ด" ยอดนิยมที่อุดมไปด้วยไขมันดีและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ปัญหาใหญ่ที่หลายคนมักพบเจอคือเมื่อผ่าออกมาแล้วกลับพบว่าเนื้อมีสีดำ หรือมีเส้นใยสีคล้ำแทรกอยู่ จนทำให้หลายคนไม่กล้ารับประทานและตัดสินใจทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่เป็นผลไม้ที่มีราคาสูงและยังมีคุณค่าทางโภชนาการอยู่เต็มเปี่ยม

ข้อสงสัยนี้ได้รับการชี้แจงจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งยืนยันว่ารอยคล้ำหรือสีดำที่เกิดขึ้นในเนื้ออะโวคาโดนั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่เชื้อรา และสามารถนำมารับประทานได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หากไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าหรือรสชาติที่ผิดปกติไปจากเดิม

เปิดสาเหตุทำไมเนื้ออะโวคาโดถึงเปลี่ยนเป็นสีดำ

การที่เนื้ออะโวคาโดเปลี่ยนสีเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากการเน่าเสียเสมอไป โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความผิดปกติมีดังนี้

  • ปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation): เมื่อเราผ่าอะโวคาโดทิ้งไว้ เนื้อจะสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ ทำให้เอนไซม์ฟีนอลเลส (Phenolase) ในเนื้อผลไม้ทำปฏิกิริยาจนกลายเป็นสีน้ำตาลหรือดำ คล้ายกับกรณีของแอปเปิลหรือมะม่วงที่ผ่าทิ้งไว้
  • ความเสียหายจากความเย็น (Chilling Injury): หากเก็บอะโวคาโดในอุณหภูมิที่เย็นจัดเกินไปเป็นเวลานาน เซลล์ภายในจะถูกทำลาย ส่งผลให้เนื้อหรือเส้นใยภายในเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ
  • เส้นใยจากเนื้อเยื่อลำเลียง (Vascular Bundles): ในผลที่แก่จัดหรือเก็บไว้นาน เส้นใยที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและสารอาหารอาจจะชัดเจนขึ้นและมีสีคล้ำลง ซึ่งเป็นเพียงลักษณะทางกายภาพที่เกิดขึ้นตามอายุของผลไม้

ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน ผลตรวจห้องแล็บไม่พบเชื้อราอันตราย

จากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาที่ได้นำตัวอย่างเนื้ออะโวคาโดที่มีลักษณะสีดำคล้ำไปเข้ากระบวนการทดสอบในห้องปฏิบัติการ พบว่ารอยดำดังกล่าวนั้นไม่ใช่การเจริญเติบโตของเชื้อราอันตรายแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสารประกอบฟีนอลิกในเนื้อผลไม้เท่านั้น ดังนั้นจึงสามารถรับประทานได้ "สบายปาก สบายท้อง" โดยอาจจะเพียงแค่ฝานส่วนที่เป็นสีดำทิ้งเพื่อความสวยงามและรสสัมผัสที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรสังเกตสัญญาณเตือนว่าอะโวคาโดลูกนั้นเน่าจริงหรือไม่ โดยหากมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว เนื้อเละจนเหลว หรือมีเชื้อราลักษณะเป็นขนสีขาวหรือสีเทาปรากฏชัดเจนบนเปลือกหรือขั้วผล กรณีนี้ควรทิ้งทันทีและไม่ควรนำมารับประทาน

เคล็ดลับการเก็บรักษาไม่ให้เนื้อดำ

เพื่อรักษาเนื้ออะโวคาโดให้คงความเขียวสดน่ารับประทาน ข้อมูลจากสภาอะโวคาโดแห่งประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านงานครัวแนะนำว่า หากผ่าแล้วยังทานไม่หมด ควรพรมน้ำมะนาวหรือน้ำมันมะกอกลงบนผิวสัมผัสเพื่อสร้างชั้นฟิล์มป้องกันออกซิเจน จากนั้นห่อด้วยพลาสติกใสให้แนบสนิทกับเนื้อแล้วจึงนำไปแช่เย็น จะช่วยชะลอการเปลี่ยนสีได้เป็นอย่างดี

แหล่งอ้างอิง

  1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): การสังเกตลักษณะอาหารที่ปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในผลไม้
  2. คลังความรู้ SciMath (สสวท.): ปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลในผลไม้และวิธีการป้องกัน
  3. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: งานวิจัยด้านการเก็บรักษาและคุณภาพทางกายภาพของอะโวคาโดหลังการเก็บเกี่ยว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล