ตับไตพัง! 5 ข้อห้ามในการใช้ "ยาสามัญประจำบ้าน" ที่คนไทยทำผิดซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว

ตับไตพัง! 5 ข้อห้ามในการใช้ "ยาสามัญประจำบ้าน" ที่คนไทยทำผิดซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว

ตับไตพัง! 5 ข้อห้ามในการใช้ "ยาสามัญประจำบ้าน" ที่คนไทยทำผิดซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ห้ามทำซ้ำ! 5 ความเข้าใจผิดในการใช้ยาที่คุณทำมาตลอดชีวิต โดยเฉพาะ "รวบยา" และ "ทายานวดร้อน"

ยาสามัญประจำบ้าน ไม่ได้มีแค่พาราเซตามอล! ยาทุกชนิดล้วนมีผลข้างเคียงและข้อจำกัด หากใช้ผิดวิธีก็อันตรายต่อร่างกายได้ไม่ต่างกัน แม้จะเป็นยาที่เราคุ้นเคยและซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อก็ตาม

บทความนี้ได้รวบรวม 5 ข้อห้ามในการใช้ยา ที่นอกเหนือจากการกินยาดักไข้และกินยาเกินขนาด ซึ่งเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่มักทำผิดและอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อระบบไต กระเพาะอาหาร และหัวใจในระยะยาว

5 ข้อห้ามใช้ยาที่เราเคยทำมาตลอดชีวิต ที่อันตรายกว่าแค่ "กินพาราเกินขนาด"

1. ห้ามใช้ "ยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs" ติดต่อกันนานเกิน 5-10 วัน

ยาบรรเทาปวดที่นอกเหนือจากพาราเซตามอล เช่น ยาแก้อักเสบและลดปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน, นาพรอกเซน, ไดโคลฟีแนค) เป็นยาที่อันตรายกว่าที่คิด หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินคำแนะนำ

อันตรายที่ต้องระวัง:

  • ทำลายกระเพาะอาหาร: ยาจะทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง อาจทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือมีเลือดออกในทางเดินอาหารได้
  • ไตวายเฉียบพลัน: NSAIDs มีผลทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตหดตัวลง ซึ่งอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงไตได้ลดลง นำไปสู่ภาวะ ไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับไต หรือผู้ที่รับประทานยาขับปัสสาวะร่วมด้วย

ข้อแนะนำ: ควรใช้เมื่อมีอาการปวดรุนแรงเท่านั้น และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 5 วัน โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

2. ห้ามทายา "นวดแก้ปวดแบบร้อน" ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บใหม่ ๆ

เมื่อเกิดอาการปวดข้อเท้าพลิก ปวดกล้ามเนื้อ หรือบวมจากอุบัติเหตุ คนส่วนใหญ่มักรีบทาครีมหรือยานวดแก้ปวดที่มีฤทธิ์ร้อนทันที แต่การทำเช่นนั้นถือเป็น ข้อห้ามในการใช้ยา และการปฐมพยาบาลที่ผิด

สาเหตุ: การบาดเจ็บใหม่ ๆ ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก มีการอักเสบของเนื้อเยื่อและหลอดเลือด การทายาที่มีฤทธิ์ร้อนจะยิ่งไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้น ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และทำให้อาการ บวมและอักเสบเพิ่มขึ้น

ข้อแนะนำ: ใน 48 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บ ควรใช้วิธี ประคบเย็น เพื่อลดการอักเสบและลดอาการบวมก่อน จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนไปใช้การประคบร้อนหรือทายานวดที่มีฤทธิ์ร้อน เพื่อคลายกล้ามเนื้อในระยะฟื้นตัว

3. ห้ามใช้ "ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก" ต่อเนื่องในผู้สูงอายุที่มีปัญหาปัสสาวะยาก

ยาแก้แพ้ลดน้ำมูกบางชนิด (โดยเฉพาะยาแก้แพ้รุ่นเก่า เช่น คลอร์เฟนิรามีน) มีฤทธิ์ทำให้ง่วงซึม แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือมันมีผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะ อาจทำให้เกิดอาการ ปัสสาวะคั่ง หรือปัสสาวะไม่ออกได้

ความเสี่ยง: ยานี้อันตรายอย่างยิ่งในผู้สูงอายุเพศชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตอยู่แล้ว การใช้ยาแก้แพ้ลดน้ำมูกอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปัสสาวะไม่ออกจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลฉุกเฉิน

ข้อแนะนำ: ควรเลือกใช้ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่ไม่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง และปรึกษาเภสัชกรเสมอ หากต้องใช้ยานี้ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก

4. ห้าม "รวบยาทานเป็น 2 เท่า" เมื่อลืมกินยา

เมื่อคุณลืมกินยาตามเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นยาโรคประจำตัว ยาฆ่าเชื้อ หรือแม้แต่ ยาสามัญประจำบ้าน การกินยารวบยอดเป็น 2 เท่าในมื้อถัดไป เป็น ข้อห้ามในการใช้ยา โดยเด็ดขาด

เหตุผล: การเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าในครั้งเดียว อาจทำให้ระดับยาในเลือดสูงเกินไปจนเกิด พิษจากยา ได้ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ เช่น ยาควบคุมความดัน ยาเบาหวาน หรือยาที่มีผลต่อตับ/ไต

ข้อแนะนำ: ให้รับประทานยาที่ลืมทันทีที่นึกได้ หากเวลาที่นึกได้ ใกล้เคียงกับเวลามื้อถัดไปมากเกินไป (เช่น เหลืออีก 1-2 ชั่วโมงจะถึงมื้อถัดไป) ให้ ข้ามยามื้อที่ลืมไปเลย แล้วไปกินในมื้อถัดไปตามปกติ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยา และควรปรึกษาเภสัชกรเรื่องแนวทางการจัดการเมื่อลืมกินยาแต่ละชนิด

5. ห้ามใช้ "ยาธาตุน้ำขาว" ในผู้ป่วยท้องเสียที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อรุนแรง

ยาธาตุน้ำขาวมีส่วนประกอบของสารที่ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อและช่วยลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้รู้สึกว่าอาการถ่ายเหลวลดลง แต่ยาชนิดนี้เป็นเพียงการ บรรเทาอาการ ไม่ใช่การรักษา

ความเสี่ยง: หากท้องเสียจากการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง (เช่น มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือปวดบิด) การกินยาธาตุน้ำขาวหรือยาลดการบีบตัวของลำไส้อื่น ๆ อาจทำให้อาการติดเชื้อแย่ลง เนื่องจากเป็นการกักเก็บเชื้อโรคและสารพิษไว้ในร่างกาย ทำให้เชื้อโรคมีเวลาทำลายลำไส้มากขึ้น

ข้อแนะนำ: เมื่อท้องเสีย สิ่งสำคัญที่สุดคือการ จิบน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และควรไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการรุนแรง หรือสงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อ

สรุป: อ่านฉลากและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยา

การใช้ ยาสามัญประจำบ้าน อย่างปลอดภัยคือการมีความรู้ สุขภาพที่ถูกต้อง อย่าใช้ยาตามประสบการณ์เดิม ๆ หรือตามคำแนะนำที่ไม่ได้มาจากบุคลากรทางการแพทย์ การอ่านฉลากยาอย่างละเอียดและปรึกษาเภสัชกรทุกครั้งคือขั้นตอนสำคัญที่ช่วยปกป้องตับ ไต และสุขภาพโดยรวมของเราในระยะยาว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล