ไขข้อสงสัย "ขนลับ" จะเปลี่ยนสีหรือไม่ ยามเราแก่ตัวลง

ไขข้อสงสัย "ขนลับ" จะเปลี่ยนสีหรือไม่ ยามเราแก่ตัวลง

ไขข้อสงสัย "ขนลับ" จะเปลี่ยนสีหรือไม่ ยามเราแก่ตัวลง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ขนลับ ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจสั้น ๆ ว่า ขนลับ คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร

  • ขนลับเป็นเส้นขนที่ขึ้นในบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ภายใต้การทำงานของฮอร์โมนเพศ

  • ขนลับมักมีลักษณะหยิก หนา และมีการกระจายตามรูปร่างของอวัยวะเพศ — แตกต่างกับขนส่วนอื่นของร่างกาย

  • ขนลับมีหน้าที่หลายประการ เช่น ลดแรงเสียดสี ป้องกันสิ่งแปลกปลอมบางส่วน ช่วยรักษาสมดุลความชื้นในบริเวณนั้น เป็นต้น

สีขนขึ้นอยู่กับอะไร ทำไมเส้นขนถึงมีสี

สีของเส้นขน (รวมทั้งขนลับ) มาจาก เมลานิน (melanin) ซึ่งผลิตโดยเซลล์ที่เรียกว่า เมลาโนไซต์ (melanocytes) ภายในรากขน เมื่อเราแก่ตัวลง:

  • การผลิตเมลานินลดลง

  • เมลาโนไซต์ในบางรูขุมขนอาจเสื่อมหรือหายไป

  • ผลที่เห็นคือเส้นขนใหม่ที่งอกมามีสีอ่อนไม่เข้มขึ้น จนอาจกลายเป็นสีเทา ขาว หรือสีเงิน

ปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชรา (aging) ที่เกิดขึ้นกับเส้นขนทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะขนบนศีรษะเท่านั้น ขนลับเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ แต่ไม่จำเป็นว่าจะเปลี่ยนสีในเวลาเดียวกันกับผมบนศีรษะเสมอไป

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนแนวคิดนี้ เช่น บทความเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนสีผม (greying of hair)” ระบุว่า การชราทำให้เมลาโนไซต์ลดลงหรือเซลล์ต้นกำเนิดเมลาโนไซต์ล้มเหลวในการทดแทน ทำให้เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือขาว

นอกจากนี้ บทความ “Aging changes in hair and nails” ของ MedlinePlus ระบุว่า ขนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงบริเวณรักแร้ หน้าอก ขนลับ อาจเปลี่ยนสีตามอายุได้เช่นกัน แม้ว่าการเปลี่ยนสีของขนเหล่านี้มักเกิดช้ากว่าขนบนศีรษะ 

งานวิจัยเกี่ยวกับการ ขนลับเปลี่ยนเป็นสีเทากับสีขาว

มีงานวิจัยด้านนิติเวชศาสตร์ที่ศึกษาข้อมูลการปรากฏสีเทาของขนลับ (pubic hair) เพื่อประเมินอายุ เช่น

  • งานวิจัยในผู้เสียชีวิตชาวญี่ปุ่น พบว่า “ขนลับสีเทา” เริ่มปรากฏในบางรายตั้งแต่อายุ 30 ปี ขึ้นไป และในวัยสูงอายุ (มากกว่า 65 ปี) พบได้ครบทุกคน 

  • งานวิจัยในศพผู้เสียชีวิตของชาวศรีลังกา พบความสัมพันธ์ระหว่างอายุและการปรากฏขนสีเทาในหลายตำแหน่งของร่างกาย รวมถึงบริเวณขนบริเวณที่ลับ 

งานวิจัยเหล่านี้สนับสนุนแนวคิดว่า เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่ขนลับจะเปลี่ยนสีเป็นเทาหรือขาวก็เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดกับทุกคนในอายุเดียวกัน

ปัจจัยที่อาจเร่งให้ขนลับเปลี่ยนสีเร็วขึ้น

แม้กระบวนการเปลี่ยนสีขนลับเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับอายุ แต่มีปัจจัยบางอย่างที่อาจทำให้เกิดเร็วกว่านี้

  1. พันธุกรรม (Genetics)    หากพ่อแม่หรือญาติมีขนสีเทา/ขาวในบริเวณลับในวัยค่อนข้างอายุน้อย โอกาสคุณจะมีลักษณะคล้ายกันก็มากกว่า

  2. การขาดสารอาหาร / วิตามิน  การขาดวิตามิน B‑12 (หรือสารอาหารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเซลล์เมลาโนไซต์) อาจเกี่ยวข้องกับการเกิด “ขนลับสีขาว / เทา” เร็วขึ้น

  3. ฮอร์โมน / ระบบต่อมไทรอยด์ / ภาวะที่เกี่ยวกับฮอร์โมน  ความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น โรคไทรอยด์ อาจมีส่วนทำให้การผลิตเมลานินและสุขภาพรูขุมขนเปลี่ยนไป 

  4. การสูบบุหรี่ / ความเครียด  การวิจัยพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มที่ขน (รวมถึงขนลับ) จะมีสีเทาเร็วกว่าคนไม่สูบ ความเครียดบางบทวิเคราะห์แสดงว่าอาจส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิดในรูขุมขน แต่ในมนุษย์ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนมากนัก

  5. การทำเคมี / การใช้สารเคมี / ผลิตภัณฑ์ดูแลผิดวิธี การใช้ผลิตภัณฑ์ซักฟอก สารระคายเคือง หรือสารเคมีแรงในบริเวณนั้น อาจสร้างความเสียหายให้กับเซลล์เมลาโนไซต์หรือรูขุมขน และเร่งการเปลี่ยนสี 

เหมือนผมหงอกไหม? เปลี่ยนสีคล้ายกันหรือไม่?

ทั้งขนลับและผมบนศีรษะมีพื้นฐานการเปลี่ยนสีจากการลดการผลิตเมลานิน ดังนั้นแนวคิด "ขนลับเปลี่ยนสี = เหมือนผมหงอก" ก็มีส่วนจริงอยู่

แต่มีความแตกต่าง

  • ขนบนศีรษะมักแสดงการเปลี่ยนสีเร็วกว่าขนลับ

  • การเปลี่ยนสีของขนลับอาจไม่เป็นเส้น "สีเทา" ทุกเส้น อาจเป็นหลายสีรวมกัน หรือเพียงบางเส้น

  • บางคนอาจไม่เคยสังเกตการเปลี่ยนสีของขนลับแม้ในวัยสูงอายุ เนื่องจากการโกนหรือการตัดแต่งอยู่บ่อยครั้ง

ในบทความของ Medical News Today บอกว่า ขนลับก็สามารถ turn white / gray ได้เช่นเดียวกับขนในร่างกายส่วนอื่น เมื่อเมลานินลดลงตามอายุ แต่ก็มีบทความที่ชี้ว่า บางคนอาจไม่มีการเปลี่ยนสีเลยหรือมีการเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย 

ข้อควรสังเกต: เมื่อควรไปพบแพทย์

ถึงแม้การเปลี่ยนสีขนลับมักเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่มีบางกรณีที่อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ

  • ขนเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วหรือมากจนผิดปกติ

  • พบจุดขาวในผิวรอบ ๆ หรือเกิดผิวหนังขาวร่วม 

  • มีอาการคัน เจ็บ หรือรอยเปลี่ยนแปลงอื่นในผิวหนังบริเวณนั้น

ในกรณีเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสืบพันธุ์

สรุปและไขข้อข้องใจว่า 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล