อาบน้ำเย็นดีจริงหรือ? ระวัง! ความดันโลหิตอาจพุ่งสูงแบบไม่รู้ตัว

การอาบน้ำเย็นหรือการบำบัดด้วยน้ำเย็นกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (wellness) แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่การเผชิญกับน้ำเย็นอาจไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน เพราะอาจส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวและเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอื่นๆ ได้
อาบน้ำเย็นแล้วความดันโลหิตพุ่งจริงหรือ?
เป็นเรื่องจริงที่การอาบน้ำเย็นสามารถทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นได้ชั่วขณะ
เมื่อร่างกายสัมผัสกับอุณหภูมิที่ต่ำ เช่น การอาบน้ำเย็น การแช่น้ำเย็น หรือการว่ายน้ำในน้ำเย็น ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System หรือ ANS) จะถูกกระตุ้นขึ้นทันที ระบบนี้มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของหัวใจ หลอดเลือด และระบบอัตโนมัติอื่นๆ ของร่างกาย
ขณะที่เราอาบน้ำเย็น ระบบ ANS จะตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานต่างๆ ในร่างกายเพิ่มขึ้น ได้แก่:
- ความดันโลหิต
- การไหลเวียนโลหิต
- อัตราการเต้นของหัวใจ
- อัตราการหายใจ
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเป็นเพียงชั่วคราว (โดยปกติความดันโลหิตจะกลับมาเป็นปกติในเวลาประมาณ 4 นาทีหลังจากการแช่น้ำเย็น) แต่สำหรับบางคนอาจเป็นอันตรายได้
เนื่องจากภาวะช็อกเมื่อเจอความเย็น (cold shock) เป็นการตอบสนองต่อความเครียดทางสรีรวิทยา (physiological stress response) จึงอาจเพิ่มภาระให้กับหัวใจ ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจล้มเหลว หรือโรคหัวใจอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนจะเริ่มต้นการอาบน้ำเย็นเป็นประจำ
ประโยชน์ที่อาจได้รับจากการอาบน้ำเย็น
ผู้คนจำนวนมากหันมาอาบน้ำเย็นเพื่อเป็นรูปแบบหนึ่งของการบำบัดด้วยความเย็นแบบทั้งตัว (whole-body cold therapy) ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้การแช่ตัวในน้ำเย็นหรือน้ำแข็งนานถึง 10 นาที
แม้ว่าจะยังคงต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม แต่การสัมผัสความเย็นในลักษณะนี้ก็มีแนวโน้มที่จะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ เช่น:
- กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต: การตอบสนองของร่างกายต่อความเย็นจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น
- เพิ่มสมาธิและความตื่นตัว: ผลการศึกษาขนาดเล็กชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ใหญ่ที่อาบน้ำอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 นาที มีความตื่นตัว มีสมาธิ และมีพลังงานมากขึ้น
- ฟื้นฟูกล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ: การบำบัดด้วยความเย็นเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาเพื่อช่วยฟื้นตัวหลังจากการออกกำลังกาย การฝึกซ้อม และการแข่งขัน
- ดีต่อสุขภาพจิต: นักวิจัยพบว่าการบำบัดด้วยความเย็นมีประสิทธิภาพในการช่วยปรับอารมณ์และจัดการกับอาการของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล
- ช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น: การแช่น้ำเย็นและการบำบัดด้วยความเย็นอาจช่วยลดการอักเสบและภาวะเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidative stress) ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพและรูปลักษณ์ของผิว
- นอนหลับได้ดีขึ้น: ผลการศึกษาในกลุ่มนักวิ่งที่ออกกำลังกายเป็นประจำพบว่า ผู้ที่แช่ตัวในน้ำเย็นลดการเคลื่อนไหวของแขนขาในระยะการนอนหลับช่วงต้น และช่วยให้นอนหลับได้ลึกขึ้น
- เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน: ในการศึกษาที่ใช้เวลาสามเดือนกับผู้ใหญ่กว่า 3,000 คน ผู้ที่อาบน้ำเย็นเป็นประจำทุกวันนาน 30 วัน มีจำนวนวันที่ป่วยลดลงถึง 29% นักวิจัยเชื่อว่าความเครียดที่เกิดจากการสัมผัสความเย็นจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันอาการป่วยหรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ
ข้อควรพิจารณาก่อนการอาบน้ำเย็น
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้เริ่มการบำบัดด้วยความเย็นโดยใช้เวลาประมาณ 5 นาทีในแต่ละครั้ง และค่อยๆ เพิ่มเป็น 10 นาทีเพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์สูงสุด ในการศึกษาการบำบัดด้วยน้ำเย็นส่วนใหญ่ นักวิจัยใช้น้ำที่มีอุณหภูมิระหว่าง 10 ถึง 15 องศาเซลเซียส
หากคุณมีปัญหาสุขภาพใดๆ หรือมีประวัติโรคหัวใจในอดีต ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการอาบน้ำเย็น
นอกจากนี้ ให้คอยสังเกตตัวเองเพื่อดูสัญญาณของอาการช็อกเมื่อเจอความเย็น หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรออกจากน้ำเย็นทันที:
- หายใจลำบาก หายใจหอบ
- รู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด
- รู้สึกเครียดหรือกลัว
- หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
- ตัวสั่น
- แขนขาชา
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

