วิธีปลูก "มะเขือเทศ" จากเมล็ดสู่ผลสดฉ่ำในสวนหลังบ้าน

วิธีปลูก "มะเขือเทศ" จากเมล็ดสู่ผลสดฉ่ำในสวนหลังบ้าน

วิธีปลูก "มะเขือเทศ" จากเมล็ดสู่ผลสดฉ่ำในสวนหลังบ้าน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

มะเขือเทศเป็นพืชสวนครัวยอดนิยมที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ตั้งแต่สลัดสด ซุปเข้มข้น ไปจนถึงซอสพาสต้า แต่จะดีแค่ไหนหากคุณสามารถเด็ดมะเขือเทศผลแดงสดจากต้นที่ปลูกด้วยมือตัวเองได้เลย การปลูกมะเขือเทศอาจดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ แต่ด้วยเคล็ดลับและขั้นตอนที่ถูกต้อง คุณก็สามารถมีมะเขือเทศไว้กินเองได้ตลอดทั้งปี Sanook จะมาเผย วิธีปลูกมะเขือเทศ อย่างละเอียด ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ไปจนถึงการดูแลรักษาให้ได้ผลผลิตที่ดี

1. การเลือกพันธุ์และเตรียมอุปกรณ์: จุดเริ่มต้นที่สำคัญ

การเลือกพันธุ์มะเขือเทศที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การปลูกของคุณประสบความสำเร็จ

  • เลือกพันธุ์ที่เหมาะสม: สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย ควรเลือกพันธุ์ที่ทนต่อโรคและศัตรูพืชได้ดี เช่น มะเขือเทศเชอร์รี ซึ่งมีขนาดเล็กและออกลูกได้ตลอด หรือ มะเขือเทศสีดา ที่ทนทานต่อสภาพอากาศได้ดี นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ลูกผสมอื่น ๆ ที่ปรับปรุงมาให้เหมาะกับการปลูกในเขตร้อนอีกด้วย
  • การเตรียมดินและภาชนะปลูก:
    • ดิน: มะเขือเทศชอบดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีและอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรียวัตถุ ควรผสมดินปลูกสำเร็จรูปกับปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกที่ผ่านการหมักแล้ว เพื่อเพิ่มธาตุอาหารที่จำเป็นให้กับต้น
    • ภาชนะ: หากปลูกในกระถาง ควรเลือกขนาดที่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้วควรใช้กระถางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 10-12 นิ้ว หรือใช้ถุงปลูกขนาดใหญ่ เพื่อให้รากมีพื้นที่ในการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ และอย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่ากระถางมีรูระบายน้ำด้านล่าง

2. วิธีปลูกมะเขือเทศและดูแลอย่างมืออาชีพ

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือปลูกจริง ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดเองหรือซื้อต้นกล้าสำเร็จรูปมาปลูก

  • การเพาะเมล็ดหรือการย้ายกล้า:
    • การเพาะเมล็ด: หยอดเมล็ดลงในถาดเพาะเมล็ดหรือกระถางเล็ก ๆ ที่เตรียมดินไว้แล้ว จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มและวางไว้ในที่ร่มรำไร เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 3-4 ใบและแข็งแรงพอแล้ว (ประมาณ 10-14 วัน) จึงย้ายไปปลูกลงในกระถางใหญ่
    • การย้ายกล้า: หากซื้อต้นกล้ามา ให้ค่อย ๆ นำออกจากถุงเพาะอย่างระมัดระวัง อย่าให้รากขาด จากนั้นปลูกลงในกระถางที่เตรียมไว้แล้วกลบดินให้เรียบร้อย รดน้ำให้ชุ่มและวางไว้ในที่ร่มก่อน 1-2 วันเพื่อให้ต้นฟื้นตัว
  • การดูแลต้นมะเขือเทศให้เติบโตแข็งแรง:
    • แสงแดด: มะเขือเทศเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด ควรให้ได้รับแสงแดดโดยตรงอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หากปลูกในร่มควรเลือกจุดที่มีแดดส่องถึงมากที่สุด
    • การรดน้ำ: ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยรดน้ำที่โคนต้น ไม่ควรรดที่ใบและดอก เพราะจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย ควรรดน้ำในช่วงเช้าหรือเย็น และตรวจสอบความชื้นของดินก่อนรดน้ำเสมอ
    • การให้ปุ๋ย: เมื่อต้นเริ่มออกดอก ควรให้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง เพื่อช่วยบำรุงดอกและผล อาจใช้ปุ๋ยอินทรีย์สำหรับพืชผัก หรือปุ๋ยละลายน้ำตามคำแนะนำข้างขวดก็ได้
    • การค้ำยัน: เมื่อต้นมะเขือเทศเริ่มเติบโตสูงขึ้น ควรทำไม้ค้ำยันหรือใช้โครงเหล็ก เพื่อพยุงลำต้นไม่ให้หักโค่นเมื่อมีผลดก
    • การตัดแต่งกิ่ง: ควรตัดแต่งกิ่งที่อยู่ด้านล่างออกบ้างเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และยังช่วยให้ต้นนำสารอาหารไปบำรุงผลได้อย่างเต็มที่

3. จัดการกับโรคและศัตรูพืช: ปัญหาที่ต้องเจอ

มะเขือเทศเป็นพืชที่มักมีแมลงและโรคต่าง ๆ เข้ามารบกวนได้ง่าย แต่สามารถป้องกันและกำจัดได้ด้วยวิธีทางธรรมชาติ

  • โรคและศัตรูพืชที่พบบ่อย:
    • โรคเชื้อรา: มักเกิดจากความชื้น ทำให้ใบเหลืองและร่วง
    • แมลงศัตรู: เช่น เพลี้ยอ่อน หนอนใยผัก และแมลงหวี่ขาว ซึ่งจะเข้าทำลายต้นและผล
  • การป้องกันและกำจัดแบบธรรมชาติ:
    • การฉีดพ่น: ผสมน้ำส้มควันไม้ หรือน้ำสบู่เจือจางกับน้ำเปล่า แล้วฉีดพ่นที่ใบและลำต้นในช่วงเช้าหรือเย็น จะช่วยป้องกันและไล่แมลงได้
    • การปลูกพืชไล่แมลง: การปลูกพืชที่มีกลิ่นฉุน เช่น โหระพา ดาวเรือง หรือสะระแหน่ ไว้รอบ ๆ แปลงมะเขือเทศ จะช่วยไล่แมลงศัตรูพืชบางชนิดได้
    • การตัดแต่ง: หมั่นตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคหรือใบที่เหี่ยวเฉาทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคและแมลงลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของต้น

การปลูกมะเขือเทศต้องอาศัยความอดทนและการเอาใจใส่เล็กน้อย แต่เมื่อคุณได้เห็นต้นมะเขือเทศออกดอกและออกผลสีแดงสดใสเต็มต้นแล้ว คุณจะรู้สึกภูมิใจและมีความสุขที่ได้มีมะเขือเทศสดใหม่ ปลอดสารเคมีไว้กินเองที่บ้าน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล