ใครบ้างที่ไม่ควรกินมัทฉะ? แม้มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อควรระวัง

มัทฉะ (Matcha) ชาเขียวบดละเอียดสีเขียวมรกตจากญี่ปุ่น ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ใช่แค่เพราะรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังรวมถึงคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มพลังงาน และอาจช่วยลดน้ำหนักได้
อย่างไรก็ตาม แม้มัทฉะจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีบางกลุ่มคนที่ไม่ควรกินมัทฉะ หรือควรบริโภคด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้
ใครบ้างที่ไม่ควรกินมัทฉะ?
-
ผู้ที่แพ้คาเฟอีน หรือไวต่อคาเฟอีน
มัทฉะมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าชาเขียวทั่วไป เนื่องจากเป็นการบริโภคใบชาทั้งใบ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไวต่อคาเฟอีน หรือมีอาการแพ้คาเฟอีนอยู่แล้ว การดื่มมัทฉะอาจทำให้อาการแย่ลงได้ อาการที่อาจพบได้แก่:
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
- นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย
- วิตกกังวล หงุดหงิด
- ปวดศีรษะ
- เวียนศีรษะ คลื่นไส้
หากคุณมีอาการเหล่านี้หลังจากดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ควรหลีกเลี่ยงมัทฉะ หรือปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภค
-
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
ด้วยปริมาณคาเฟอีนที่สูง มัทฉะอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว การบริโภคคาเฟอีนอาจกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราวได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในบางราย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจดื่มมัทฉะ
-
หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
ปริมาณคาเฟอีนที่เข้าสู่ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์สามารถส่งผ่านรกไปยังทารกได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ หากบริโภคมากเกินไป รวมถึงปริมาณคาเฟอีนที่ปนเปื้อนในน้ำนมแม่ก็อาจส่งผลต่อทารกที่ดื่มนมได้เช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว แพทย์มักแนะนำให้จำกัดปริมาณคาเฟอีนไม่เกิน 200-300 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ซึ่งมัทฉะ 1 แก้วอาจมีคาเฟอีนสูงถึง 70-100 มิลลิกรัม หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับปริมาณที่ชง ดังนั้น หากไม่แน่ใจ ควรหลีกเลี่ยง หรือปรึกษาแพทย์
-
ผู้ป่วยภาวะโลหิตจาง หรือมีปัญหาการดูดซึมธาตุเหล็ก
ชาเขียวรวมถึงมัทฉะมีสารแทนนิน (Tannins) ซึ่งเป็นสารที่สามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กโดยเฉพาะธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีม (Non-heme iron) ที่พบในพืชผักและอาหารเสริม สำหรับผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง หรือมีปัญหาการดูดซึมธาตุเหล็กอยู่แล้ว การดื่มมัทฉะพร้อมมื้ออาหารอาจทำให้อาการแย่ลงได้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มมัทฉะในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง หรือควรดื่มในปริมาณที่จำกัดและห่างจากมื้ออาหาร
-
ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร หรือกรดไหลย้อน
มัทฉะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ และมีคาเฟอีน ซึ่งอาจกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบท้อง ปวดท้อง หรือทำให้อาการของโรคกรดไหลย้อนกำเริบได้ สำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร หรือมีอาการทางเดินอาหารที่ไวต่อกรด ควรหลีกเลี่ยงการดื่มมัทฉะ หรือดื่มในปริมาณน้อย และไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง
-
ผู้ที่กำลังรับประทานยาบางชนิด
คาเฟอีนและสารประกอบอื่นๆ ในมัทฉะอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด ทำให้ประสิทธิภาพของยาเปลี่ยนไป หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง เช่น:
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: อาจรบกวนการทำงานของยา
- ยาปฏิชีวนะบางชนิด: อาจส่งผลต่อการเมตาบอไลซ์ของคาเฟอีน
- ยาสำหรับโรคหัวใจ: อาจเพิ่มผลข้างเคียงของยา
หากคุณกำลังรับประทานยาใดๆ เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนดื่มมัทฉะ เพื่อความปลอดภัย
มัทฉะเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป การตระหนักถึงข้อจำกัดและข้อควรระวังเหล่านี้ จะช่วยให้คุณบริโภคมัทฉะได้อย่างปลอดภัยและได้รับประโยชน์สูงสุด หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงข้างต้น หรือมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจดื่มมัทฉะ เพื่อให้แน่ใจว่าการบริโภคมัทฉะจะส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณจริงๆ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)

