กินมะเขือเทศอย่างไร ให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีนได้สูงสุด
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
มะเขือเทศ วัตถุดิบอีกหนึ่งชนิดที่ผู้คนเลือกนำมาประกอบอาหาร สีสันที่ดูน่าทาน ที่มาพร้อมกับประโยชน์มากมายที่มีอยู่ในมะเขือเทศ อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมไปถึงไลโคปีน (Lycopene) สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มักพบได้มากในผัก หรือผลไม้ที่มีสีแดง หนึ่งในนั้นก็คือ มะเขือเทศ แล้วเราจะทานมะเขือเทศอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากไลโคปีนสูงสุด? มาไขข้อสงสัยไปด้วยกัน แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักไลโคปีนกันก่อน ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
ไลโคปีนมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย
- ต้านอนุมูลอิสระและชะลอความแก่: ไลโคปีนมีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าเบต้าแคโรทีน 2 เท่า และสูงกว่าวิตามินอีถึง 10 เท่า
- ปกป้องผิวจากรังสี UV: ไลโคปีนทำหน้าที่คล้ายครีมกันแดดจากภายใน ช่วยให้ผิวทนแดด ลดความหมองคล้ำและป้องกันริ้วรอยจากแสงแดด
- บำรุงต่อมลูกหมาก และต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก: ลดความเสี่ยงในการเกิดเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการทำลายดีเอ็นเอ และลดค่า PSA ที่เป็นตัวบ่งชี้มะเร็ง
- ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือด: ลดการอักเสบและการเกิดออกซิเดชันของไขมันในหลอดเลือด ช่วยลด LDL (ไขมันเลว)
- เสริมภูมิคุ้มกัน: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว T-Lymphocyte ในการต้านเชื้อโรค
วิธีกินมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์จากไลโคปีนสูงสุด
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ไลโคปีนเป็นสารที่ละลายในไขมัน และทนความร้อนได้ดี การนำมะเขือเทศไปผ่านความร้อน เช่น ต้ม ผัด อบ จะช่วยปลดล็อกไลโคปีนที่อยู่ในผนังเซลล์ของมะเขือเทศให้ร่างกายดูดซึมได้มากขึ้นกว่ากินดิบหลายเท่า และการทานมะเขือเทศพร้อมกับไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด หรือถั่วต่าง ๆ จะช่วยเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน
สรุป
ไลโคปีนไม่เพียงแค่ช่วยชะลอวัยและบำรุงผิว แต่ยังเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหัวใจ และลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย หากอยากได้รับประโยชน์จากไลโคปีนในมะเขือเทศอย่างเต็มที่ ควรเลือกกินมะเขือเทศในรูปแบบที่ผ่านการปรุงสุก และรับประทานร่วมกับไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก หรืออะโวคาโด เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
