"อิง วิภาวี" ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย กับแผนชีวิตบน Deadline 1 ปีก่อนจากลา

จากงาน Death Fest 2025 ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หนึ่งในไฮไลท์ของงานคือประธานเปิดงาน "อิง-วิภาวี ภู่ทิม" ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่กำลังเตรียมตัวเพื่อการจากลา Sanook Women ได้มีโอกาสชวนเธอพูดคุยเกี่ยวกับการเตรียมตัวตาย และการใช้ชีวิตที่จะต้องนับถอยหลังตามเดตไลน์ของชีวิต ซึ่งก็คืออีก 1 ปีหลังจากนี้ อิงมีแนวคิดอย่างไรต่อความตาย เธอเตรียมตัวอย่างไร และอะไรคือความสุขในทุกๆ วันของเธอ
อิงเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เธอมีอายุเพียงแค่ 28 ปี และตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาแบบประคับประคอง “อิงตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และยาคีโมที่แพทย์ให้จะไม่สามารถทำให้อิงหายได้อีกแล้ว จึงกลับมาคิดและชั่งน้ำหนักกับตัวเองว่าถ้าเลือกรักษาเพื่อซื้อเวลา แต่ร่างกายมันไม่ไหวที่จะใช้ชีวิต มันจะคุ้มจริงไหม" แต่เพราะเธอต้องการใช้ชีวิตในเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีความสุขที่สุดก่อนถึงช่วงสุดท้าย จึงตัดสินใจยุติการรักษาด้วยคีโมและหันมารับการรักษาแบบประคับประคองแทน โดยใช้ Thai Advance Planning Form เพื่อระบุความต้องการของตัวเอง
อัปเดตสุขภาพกาย และสุขภาพใจในปัจจุบัน
ตอนนี้อิงหยุดการให้คีโม ไม่ได้รับการรักษา แล้วรู้สึกร่างกายได้รับการฟื้นฟูกลับมาหลังจากเราผ่านช่วงที่ทนทรมาน ร่างกายทรุดโทรมจากการให้ยา ส่วนสุขภาพใจตอนนี้ใช้คำว่า "โล่งใจ" เพราะก่อนหน้านี้เราตกอยู่ในภาวะที่ยังต้องมีการตัดสินใจในการรักษาอยู่ แต่พอเราเลือกทางของเราได้แล้วเรารู้ว่าเราจะไปในเวอร์ชั่นไหน วางแผนล่วงหน้า แล้วทำให้ดีก็รู้สึกโล่งใจที่กล้าตัดสินใจใช้ชีวิตต่อได้อย่างที่ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว
ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมหมอได้แจ้งให้ทราบว่าในการให้คีโมตามสูตรที่ผ่านๆ มามันสุดทางแล้ว ไม่สามารถให้คีโมได้ต่อไปแล้ว แล้วขั้นตอนถัดไปคือการให้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งเขาบอกค่าใช้จ่ายมา ตัวอิงคิดว่ามันไม่น่าจะไหว รวมถึงอิง และครอบครัวก็ไม่น่าไหว และคิดไปอีกว่าถ้าเราตายในขณะที่ยังให้ยาอยู่ หรืออยู่ในโปรแกรมการรักษา มันอาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของเราภายหลัง อิงเลยตัดสินใจไม่รักษาตามโปรแกรมที่คุณหมอเสนอมา และยุติการรักษาเลย
สิ่งที่อิงคิดขึ้นมาเป็นอย่างแรกเมื่อทราบว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 1 ปีมันคืออะไร
น่าจะเป็นครอบครัวอย่างเดียวเลย ไม่มีตัวเลือกอย่างอื่นเลย อย่างที่บอกว่าอิงเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับคุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิตจากมะเร็งมาแล้ว อิงเลยคิดถึงครอบครัวเป็นอย่างแรก ตอนนี้เราเหลือแค่แม่กับพี่ที่ยังอยู่กับเรา และเราอยากดูแลความสัมพันธ์ก่อนที่เราจะจากไปให้ดีที่สุด เราไม่อยากให้เขาทุกข์ทรมานจากการคิดไปเองว่าเขาดูแลเราไม่ดี ทำได้ไม่เต็มที่ เราก็บอกกับเขาว่ามันเป็นการตัดสินใจของเรา และเราก็มีความสุขที่เราเลือกทางนี้แล้ว อยากให้เขาเข้าใจตรงนี้มากกว่า
1 ปีนี้อิงวางแผนชีวิตอย่างไร
จริงๆ หลังจากได้รู้แล้วว่าเป็น 1 ปีสุดท้าย ของที่เรารักก็อยากส่งต่อให้กับคนที่รู้คุณค่าของมัน เพื่อนเรา หรือคนที่รักเราจริงๆ เพื่อให้เขานำไปใช้ต่อ หรือระลึกถึงเราได้ เราจะเขียนไว้และจัดการไว้ทั้งหมดว่าให้ใคร นอกจากสิ่งที่ตั้งใจจะทำต่างๆ แล้ว ก็ยังมีสิ่งที่จะไม่ทำเด็ดขาดก่อนเสียชีวิตคือการไม่ให้เกียรติตัวเองในการตัดสินใจ เพราะก่อนหน้านี้ก่อนที่อิงจะตัดสินใจอะไรได้ อิงมักจะคิดมากว่าคนอื่นจะคิดยังไง แล้วพอมานั่งคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเขานี่หว่า มันคือเรื่องของเรา เราเลือกด้วยตัวเองซิมันถึงจะตรงตามความต้องการของเรา อันนี้คือเรื่องสำคัญเลยที่อิงคิดว่าจะไม่ทำ ก่อนหน้านั้นเรามักจะแคร์คนอื่น ในการรักษามันก็มีหลายเสียงว่าทำไมไม่ลองทางนี้ล่ะ ทำไมเลือกทางนี้เลย ไปกินยาสมุนไพรไหม แต่เราก็บอกเขาว่าเราไม่ได้มีความต้องการทางนั้น ก่อนที่เราจะจากไปเราเลือกใช้เวลากับครอบครัวของเราได้มากที่สุดดีกว่าอันนี้คือความต้องการของเรา แต่ก่อนหน้านั้นมันก็มีหลายความคิด แต่พอมานั่งคิดเขาก็ไม่ได้มามีส่วนอะไรกับเรานี่หว่า เราต้องเลือกเอง
อิงได้วางแผนช่วงสุดท้ายของชีวิตแบบที่อิงต้องการล่วงหน้าไว้ในตอนที่อิงยังมีสติสัมปชัญญะ เช่น การใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกทุกวัน ไปเที่ยวในที่ที่อยากไป ไปดูคอนเสริตศิลปินเกาหลีที่อิงชอบ ดการความ สัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ทำให้แม่สบายใจและไม่โทษตัวเองด้วยการบอกแม่เสมอว่าความตายเป็นเรื่องที่เกิดกับทุกคน แม่ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว และไม่ต้องโทษตัวเอง แล้วก็ได้แจ้งข่าวกับเพื่อน ๆ ให้เพื่อน ๆ เข้าใจ
จัดการเรื่องธุรกรรมธนาคาร และรหัสสำคัญต่างๆ โดยฝากไว้กับคุณแม่ ซึ่งเป็นคนที่อิงไว้ใจมากที่สุด และเตรียมแจกจ่ายของสำคัญของตัวเองให้กับคนที่จะได้ใช้ประโยชน์และเห็นถึงคุณค่า เช่น หนังสือการ์ตูน และของสะสมที่อิงรัก
ถ้าครบ 1 ปีแล้วอิงยังอยู่ต่อ เราจะรู้สึกอย่างไรในสิ่งที่เราตัดสินใจในวันนี้
อิงคงไม่เสียใจที่ตัดสินใจแบบนี้ เพราะเรามั่นคงในทัศนคติของเรามาแต่แรก และไม่รู้สึกเสียใจที่ทำไป การวางแผนล่วงหน้ามันมีประโยชน์มากๆ สำหรับอิง เพราะอย่างน้อยถ้าเรายังอยู่มันก็ถือว่าเป็นโชค เป็นโบนัส แต่โชคดีของเราจริงๆ คือเราได้วางแผนก่อนเราตาย เราได้ตายดี เรามีความสุข ไม่ต้องให้ใครมาทุกข์กับเรา และเขาเข้าใจเราจริงๆ ว่าการจากไปของเราเป็นการจากไปที่ดี
มุมมองเรื่องความตายมันเปลี่ยนไปไหม พอรู้ว่าเรากำลังจะตาย
อิงสนใจเรื่องความตายตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง และเราก็รู้ว่าโรคนี้มันร้ายแรงแค่ไหน มันเลยทำให้อิงคิดตั้งแต่แรกๆ ตั้งแต่ตัวเองเป็นมะเร็งเลย ดังนั้นมุมมองเรื่องความตายของอิงจึงเปลี่ยนไปมาก เพราะตอนแรกเราคิดว่าเรายังมีเวลาอีกเยอะ ทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่นี้เรามักคิดว่าเรามีเวลาเหลือเฟือ แต่พอเรารู้ว่าเวลาของเรามีจำกัด มันก็เปลี่ยนมุมมองของอิงไป จากคนที่ไม่เคยสามารถหาความสุขได้ง่าย แต่กลับกลายเป็นว่าเราให้ค่ามัน อย่างเช่นวันนี้อิงตื่นมาแล้วได้กินเมนูโปรดที่อิงชอบกิน อิงรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจัง ยังได้ฟังเพลงที่ตัวเองชอบอยู่ ได้เห็นเขาออกเพลงใหม่แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ยังได้เห็นแม่ยิ้ม ภาคภูมิใจที่เลี้ยงลูกมาได้โตอันนี้คือเรื่องสำคัญที่เปลี่ยน mindset ของอิงไปเลย
อยากบอกสำหรับคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ และคนที่อยู่ในภาวะแบบอิง
อยากให้ใช้ชีวิตทุกวินาทีให้มีความสุขที่สุดเพราะเราไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไร แต่ถ้าเราได้ทำทุกอย่างที่เราตั้งใจ แล้วทำออกไปเต็มที่ จะไม่เสียดายเวลาที่เราใช้ไปกับสิ่งนั้น และอย่าลืมวางแผนให้กับช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งสามารถทำได้เลยวันนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไหร่และความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอีกต่อไป ถ้าเรามีการวางแผนที่ดี
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)

