“Fast & Furious 6”

“Fast & Furious 6”
ChicMinistry

สนับสนุนเนื้อหา

“Fast & Furious 6”

 


จากจุดเริ่มต้นในปี 2001 “The Fast and the Furious” คือ หนังแข่งรถตามประสาวัยรุ่นเลือดร้อนที่ดูยังไงๆก็เป็นแค่หนังเอามันส์ เรื่องหนึ่ง เป็นประเภทที่ดูจบแล้วก็จบกัน และมีหนังแข่งรถเรื่องอื่นๆที่ทำได้ดีกว่านี้อีก.. แต่เรื่องจริงที่เหลือเชื่อ ในระยะเวลาอีก 12 ปีต่อมา เมื่อเอ่ยถึง The Fast and the Furious หรือด้วยการย่นย่อชื่อที่สั้นลงเป็น “Fast & Furious” มันกลับถูกยกว่าเป็นแฟรนไชส์หนังแอ๊คชั่น อาชญากรรม ที่เล่าเรื่องได้สนุก จะให้ดูซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ยังสนุกอยู่ แล้วมันก็ยังไปไกลกว่าเป็นได้แค่ หนังแข่งรถ อีกเรื่องหนึ่งซะด้วย


คงต้องถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ที่ผู้สร้างมองเห็นบางสิ่งบางอย่างในตัวของ ผู้กำกับสายเลือดเอเชีย “Justin Lin” และรับตัวเขาเข้ามาเปลี่ยนทิศทางให้กับหนังที่ไม่น่าจะมาได้ไกลถึงวันนี้ หากยังยึดว่าตัวเอง คือ หนังแข่งรถ โดนใจวัยเกรียนขาซิ่ง ก็เท่านั้น


แม้ภาคสาม “Tokyo Drift” จะถือเป็นก้าวแรกในนามผู้กำกับของหนังชุด Fast & Furious ก็ยังไม่พ้นก้าวย่างเดิมๆ ที่สองภาคแรกเคยทำมา ด้วยการมีชีวิต คือ การแข่งรถ ..แต่พอหนังตั้งตนเป็นไตรภาคใหม่ขึ้นมาแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในภาคที่สี่ คือ หนังมีรูปแบบการก่อเหตุเป็นเรื่องราวเชิงอาชญากรรมเต็มตัว มีการปล้น มีการแก่งแย่ง และมีการต่อสู้ที่ใช้รถเป็นอาวุธหลัก มือกับปืนเป็นเพียงอาวุธชั้นรอง


แต่เมื่อหนังผ่านมาถึงเลข 5 แล้ว “Fast Five” ก็กลายเป็นจุดส่องสว่างเจิดจ้าอย่างกับไฟซีนอน ที่ได้สร้างความหวังครั้งใหม่ และใหญ่ขึ้น มันกลายเป็น Fast & Furious ที่ไม่ได้วัดความเก๋าแค่ว่า รถใคร จะเร็วกว่าใคร คันไหน จะเท่ห์กว่ากัน แต่มันคือ เกมวัดกึ๋น ว่าใครจะมาเหนือเมฆกว่ากัน

“Fast & Furious 6”

หาก Fast Five คือส่วนผสมแห่ง การปล้นเซียนเหนือเซียน เยี่ยง “Ocean’s Eleven” และหนังบู๊สะบัดจนวินาศสันตะโรแบบ ”Michael Bay” ..เมื่อมาเป็น “Fast & Furious 6” แล้ว มันจะยังคงขนบที่กลายเป็นสูตรแห่งความสำเร็จของภาค 5 เอาไว้ได้ไหม? และที่น่าสนใจกว่า คือ ภาค 6 จะมีอะไรที่ถูกพัฒนาให้เหนือไปกว่าภาคก่อนได้อีกหรือไม่ ?


หลังจบสิ้นเหตุการณ์ปล้นสะท้านริโอ พร้อมกับการได้ใช้ชีวิตเสวยสุขบนกองเงินกองทองร่วมร้อยล้านเหรียญที่เป็นผลตอบแทนอันสาสม.. เหมือนชีวิตของทุกคนชาวแก๊งค์ Fast จะสงบดีอยู่หรอก แต่ลึกๆแล้วก็รู้ตัวว่า หนี้ความผิดยังคงแดงฉาน รอวันที่จะถูกผู้พิทักษ์กฎหมายทวงคืนในสักวัน.. แต่แล้วโอกาสในการลบล้างความผิดก็ลอยมาหา “Dom” ถึงหน้าประตูบ้าน เมื่อ “Hobbs” ตำรวจสุดห้าว ต้องยอมเป็นแมวหง่าว ขอความช่วยเหลือจากกลุ่มคนที่เขาเรียกว่า โจร เพื่อหวังจะสยบอีกหนึ่งโจรที่กำลังเหิมเกริม ออกกระทำการงานปล้นที่ถึงขั้นสั่นคลอน ความมั่นคงทางการทหาร ระดับประเทศได้เลย


งานนี้ จะไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับ Dom เลย หากว่า หนึ่งในแก๊งค์โจรนั้น ไม่มีสมาชิกหน้าคุ้นอย่าง “Letty” คนเคยรักที่เขาเข้าใจว่า เธอตายจากไปแล้ว แต่อยู่ดีๆก็โผล่มาในชีวิตของเขาอีกครั้ง.. แทนที่นี่จะคืองานให้ความร่วมมือกับทางตำรวจ เพียงเพื่อจะถอดถอนตัวเองไปสู่อิสรภาพ กลายเป็นว่า Dom ต้องการมากกว่าอิสรภาพ คือ ความรักที่เขาสูญเสียไป แต่เพิ่งรู้ว่ายังไม่หายไปไหน แค่เขาเข้าใกล้พวกนั้นให้มากพอ และดึง Letty กลับมาร่วมวงศ์วานครอบครัวให้ได้ ก็เป็นอันจบสิ้น


แต่ดูเหมือน Dom จะเล่นกับหัวหน้าผิดแก๊งค์ซะแล้ว เมื่อ “Owen Shaw” ได้รู้ความจริงว่า Letty คือ คนรักเก่าของ Dom และนี่คือ แต้มต่อที่พร้อมจะทำให้ Owen สร้างเกมอะไรขึ้นก็ได้ เพื่อทำให้ Dom และแก๊งค์ของเขาต้องพบกับมหกรรมวินาศสันตะโรที่เหนือกว่าความคาดเดา และรถ ก็กลายมาเป็นอาวุธสงครามที่ใช้ประหัตประหารทุกชีวิตให้พบจุดจบ เมื่อตัวเองมาอยู่หลังพวงมาลัยได้ทุกเสี้ยววินาที

“Fast & Furious 6”

Fast & Furious 6 มาพร้อมพลอตเรื่องที่ไม่ได้ดูแปลกใหม่อะไรนัก แต่เราก็ไม่ยักกะสนใจ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด คือ หนังจะบิดวิธีการเล่าอย่างไร ให้มันมีการเดินเรื่องที่สนุกสนาน แล้วถึงต่อให้มันจะต้องไปซ้ำทางกับหนังเรื่องไหน แต่สุดท้าย คนดูจะยึดความสนุกเอาไว้กับเสน่ห์ของตัวละคร ที่ผูกโยงกับการตัดสินใจในแต่ละสถานการณ์ที่ทั้งก็รู้ทัน หรือบางทีไม่ทันรู้ แต่ก็มีอารมณ์ขัน มาทดแทน


ปัญหา คือ ดูเหมือนภาค 6 จะมาถึงทางตันในการทำให้หนังมีความสดใหม่ สิ่งที่น่าแปลกใจ และตื่นตา ดูเหมือนจะถูกนำไปใช้ในภาคก่อน จนในคลังความคิดแทบร่อยหลอแล้ว.. แม้หนังจะมาพร้อมงานสร้างที่ใหญ่โตกว่าเดิม การลงทุนกับฉากแอ๊คชั่นที่หนักกว่าเดิม แต่(โดยส่วนตัว)ก็ดูเหมือนจะไม่มีฉากไหนที่ให้ระดับความพึงพอใจ ได้เถิดเทิงเท่ากับผลลัพธ์ที่ถูกสร้างเอาไว้เมื่อ ภาค 5 เลย


นับประสาแค่ฉากที่มันส์ที่สุดของภาค 6 (ผมยกให้..ฉากรถถังไล่ล่า) มาเทียบชั้นกับฉากไคลแม็กซ์ ที่แก๊งค์ตัวเอกขับรถลากเซฟแล้ว ก็ห่างกันไกลอยู่อีกเยอะ..!!


อีกหนึ่งปัญหาที่ส่วนตัวไม่ค่อยสบอารมณ์นัก คือ การก่อร่างสร้างความร้ายให้ตัวละคร Owen ต้องมาพังพาบให้กับการตัดสินใจที่จะเก็บตัว Letty เอาไว้ โดยแค่คิดว่า สมองเสื่อม ไปแล้ว จะทำอะไรเราได้ล่ะ? ..แม้ Letty จะเป็นตัวล่อซื้อให้ Owen ต้องมาเผชิญหน้ากับแก๊งค์ของ Dom อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความคิดที่ดูจะบ้องตื้นที่สุดของ Owen คือ เลือกจะไม่ฆ่า เพราะสงสาร ซึ่งมันกลายเป็นจุดที่ทำให้เราไม่เชื่อว่าการกระทำของตัวร้ายภาคนี้ จะเต็มไปสติปัญญา ความคิดที่ซับซ้อน และมันมีแผนการใหญ่ที่ใครก็แตะต้องไม่ได้ ..พอเราไปรู้สึกว่า Owen มันดูเป็นตัวละครที่ไม่มีพิษสงให้ต้องเชิญแก๊งค๋ตัวเอกมาปราบพยศ มันขาดซึ่งศักดิ์ศรีที่ทำให้เราต้องเกรงขามไปแล้ว มันก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกว่า เอ็งแค่ดวงดี ดวงแข็งละหว่า เชื่อสิ พอถึงจุดจบของหนัง คงตายแบบไม่มีเค้าความเท่ห์เป็นแน่ (แล้วสิ่งที่คิดมันก็จริง เพราะต้องมาตายได้น่าขำดีทีเดียว)


ถ้าตัวร้าย ไม่มีผลต่อความลุ้นระทึกของหนัง ก็กลายเป็นความยุ่งยากของทีมตัวเอกแล้ว ที่จะต้องพาหนังไปถึงจุดจบให้ได้ โดยที่คนดูยังยอมถูกหนีบ ที่จะไปดูกลวิธีการโค่นตัวร้ายว่าจะใช้ไม้ไหน

“Fast & Furious 6”

แม้ทีมงานคุณภาพของ Dom และ “Brian” จะยังมีความสนุกไปกับหนัง แต่มันก็ดูเหมือนต้องใช้ความพยายามที่จะสนุกร่วมกันอย่างหนัก เพราะมาดูกันที่ตัวบทหนัง ก็รีดเสน่ห์ที่พวกเขามีออกมาใช้ได้ไม่หมด กระทั่งการกระทำบางอย่างยังออกมาในรูปที่ดูขัดหูขัดตา มากกว่าจะรู้สึกคล้อยตาม ดังว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราเคยคุ้นจากตัวละครตัวนั้นเลย


บางคนที่น่าจะทำให้หนังขำขัน กวนอารมณ์ ก็ถูกลดดีกรีความตลกลง จนแทบจะทำตัวซีเรียสมันไปทั้งเรื่อง.. บางคนที่ดูจะแกร่งกล้ามาหลายภาค ก็กลายเป็นคนอ่อนแอ ที่ผันมาเป็นตัวถ่วงให้เพื่อนร่วมทีมต้องเข้ามาช่วยเหลือ.. หรือบางคนที่ดูจะมีภาวะผู้นำอยู่สูงมาตลอด คราวนี้ก็เหมือนต้องกักเก็บศักยภาพนี้เอาไว้ เพื่อให้รู้สึกว่าเรามันผู้ชายอ่อนไหวง่ายคนหนึ่ง (คือ ไม่ผิดที่จะอ่อนไหวบ้าง แต่ในบางภาวะก็ยังต้องการการตัดสินใจที่เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวอยู่ดี)


พอตัวละครเสียศูนย์ความเป็นตัวเองไป นั่นก็เท่ากับไปรบกวนสมดุลของหนัง ที่เคยทำให้เรารู้สึกว่าพวกเขาเข้ากันได้ดี เป็นทีมที่ครบเครื่องและเข้มข้น ทั้งๆที่แต่ละคนนี่มันเป็นพวกความคิดที่แตกต่าง และไม่น่าจะอยู่แก๊งค์เดียวกันได้เลย.. ภาค 6 ทำให้เราเอ็นดูชาวแก๊งค์น้อยลงไป กลายเป็นแค่ยังรู้สึกดีที่เห็นเขากลับมาร่วมทีมกัน แต่มันไม่ Work เท่าเก่า


ถึงจุดนี้ ก็ใช่ว่าหนังจะไม่มีดีให้หยิบยกมาพูดถึง แต่มันดูเหมือนไม่ใช่สาระสำคัญที่หนังเรื่องนี้จะพึงมี.. มันเป็นเพียงความสนุกที่มีเอาไว้กำนัลแฟนๆหนังเกรียนซิ่ง ที่ติดตามกันมาครบทุกภาค จึงอยากจะจับเรื่องนั้นเรื่องนี้มาโยงกัน ในหนังภาคก่อนๆให้กลายเป็นจักรวาลเดียวกัน


ซึ่งถ้าถามว่า คนเป็นแฟนนั้น คงพึงพอใจ และเหตุผลที่หนังให้ก็อยู่ในขอบข่ายที่น่าเชื่อถือ (แถมเนียนอีกต่างหาก) แต่ปัญหาสำหรับคนที่เป็นแฟนพันธุ์ทาง กลุ่มคนขาจรที่แค่แวะผ่านมาดูเล่นๆเอาหนุกๆ ก็คงจะไม่เก็ท (หรือบางคนอาจมีอาการงงใส่) และคงจะไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก หากได้เห็นสิ่งเหล่านี้.. มันจึงเป็นจุดที่พร้อมจะถูกมองข้าม ถ้าคุณดูมันเป็นแค่หนังมันส์ๆเรื่องหนึ่ง และส่วนตัวก็แค่เป็น Gimmick ที่ให้เห็นความพยายามของคนทำหนัง ที่จะรองรับบางสิ่ง เพื่อส่งไปถึงภาคต่อไป ให้มีอะไรที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นมา


แม้ฉากสุดท้ายของหนัง จะทำให้เรารู้สึกว่าคนในฉากนั้น มันโคตรเท่ห์ และน่าจะทำให้ภาค 7 มีระดับความเข้มที่ข้น.. แต่ถ้าอยู่กับปัจจุบันกันเสียก่อน ภาค 6 ถือว่าให้ความพึงพอใจที่น้อยกว่าคาดสำหรับผม ไม่สมกับที่อุตส่าห์บิวต์มาซะอย่างดีด้วยตัวอย่างที่ประเคนความน่าตื่นเต้นมาซะเต็ม (ได้ดีกว่าหนังทั้งเรื่องซะอย่างงั้น)


หรือที่เป็นอย่างนี้ จะไม่ได้ใช้ “ไดเกียว” เพราะใช้แล้ว เครื่องฟิต สตาร์ทติดง่าย!!


Like Me @ http://www.facebook.com/Onc3.UPoN.a.MaN

And Follow Me @ http://twitter.com/once_upon_a_man

OncE UPoN’-‘a MaN

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!