รีวิวแบบละเอียด ประสบการณ์ กว่าจะมาเป็น "ผู้ชายข้ามเพศ" ต้องผ่านอะไรมาบ้าง!

รีวิวแบบละเอียด ประสบการณ์ กว่าจะมาเป็น "ผู้ชายข้ามเพศ" ต้องผ่านอะไรมาบ้าง!

หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาดี สำหรับการเปลี่ยนแปลงของ "คุณเอ็ม" จากผู้หญิงอวบคนหนึ่งที่มีใจเป็นชาย ลุกขึ้นมาปรับลุคใหม่จนลืมภาพเดิมกลายเป็น "ผู้ชายข้ามเพศ" ที่โด่งดังเมื่อ 3 ปีก่อน ครั้งนี้ "คุณเอ็ม" กลับมาแชร์ประสบการณ์แบบละเอียดยิบๆ ถึง 3 ปีที่ผ่านมา ว่าผ่านอะไรมาบ้าง


"คุณเอ็ม" ได้อัปเดต ผ่านมา 3 ปี กว่าจะมาเป็น "ผู้ชายข้ามเพศ" หรือ "ทรานเจนเดอร์" ในเว็บไซต์ Pantip.com ไว้ว่า

สวัสดีครับ เอ็มเองนะ ผมว่าเพื่อนๆ หลายๆ คนคงยังจำผมได้ วันนี้เรามาอัปเดตกันดีกว่าว่า 3 ปีมานี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง


แต่ก่อนผมก็เป็นทอมอ้วนๆ หน้าตาธรรมดาคนนึง ตามดูรายละเอียดการลดน้ำหนักผมได้ที่ รายการคนแปลงร่าง EP.37 ก็เริ่มลดน้ำหนักอย่างจริงจังมาเรื่อยๆ ครับ จากน้ำหนัก 84 กก.เคยต่ำสุดที่ 53 กก.


จากนั้นช่วงต้นปี 2016 ผมเริ่มกระบวนการข้ามเพศแรกในชีวิตผมคือการผ่าตัดหนักอก (คนที่ไม่ได้ต้องการที่จะข้ามเพศทำแค่ขั้นตอนนี้ก็พอครับการผ่าตัดหน้าอกไม่เกี่ยวข้องกับการรับฮอร์โมนเพศชายแต่อย่างใด)



หลังจากผ่าตัดได้ประมาณ 1 เดือนผมได้เข้าสู่การบำบัดด้วยฮอร์โมนเพศชายเพื่อการข้ามเพศ


ขั้นตอนคราวๆ คือ
1.พบแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อ

2.เข้าทำการวินิจฉัย โดย จิตย์แพทย์ เพื่อดูการใช้ชีวิต และสภาพสังคม เพราะการรับฮอร์โมน มันมีการเปลี่ยนแปลงยิ่งกว่าแค่การมีหนวด เครา เพราะอัตลักษณ์ เราจะเปลี่ยนไปเป็นผู้ชายคนนึง

การรับฮอร์โมน การรับฮอร์โมนคือการบำบัดสำหรับกลุ่มบุคคลข้างเพศ การรับฮอร์โมนจะรับๆ หยุดๆ ไม่ได้เพราะจะมีผลเสียตามมามากมายร่างกายต้องใช้เวลาในการปรับสมดุล หากสมดุลไม่เสถียรระบบฮอร์โมนในร่างกายจะรวน ยิ่งหากตัดมดลูกรังไข่แล้วเราต้องพึ่งฮอร์โมนทดแทนไปตลอดชีวิต

ถ้าผ่านจิตแพทย์จะออกใบรับรอง เพราะขั้นตอนการใช้ฮอร์โมนหมายถึงเราสามารถใช้ชีวิตและรับมือกับความเปลี่ยนเเปลง ที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อตนเองและสังคมหรือแม้แต่หน้าที่การงานของเราได้

3.หากผ่านขั้น 2 แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อจะส่งเราไปตรวจเลือดและวางแผนปริมาณฮอร์โมนที่เหมาะสมกับเรา โดยปกติระยะปรับตัว หมอจะนัดตรวจเลือดปรับยาทุก 3 เดือน หากทุกอย่างเข้าที่ จะมีการนัดตรวจร่างกายตรวจเลือดทุก 6 เดือน หากยังไม่ทำการตัดมดลูกรังไข่ควรจะอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง (มดลูก รังไข่) เป็นประจำทุกปี เพื่อเฝ้าระวังการเกิดเนื้องอก หรือผนังมดลูกหนาตัว ซึ่งการข้ามเพศมีการใช้เงินในระยะยาวเราจึงควรมีความพร้อมในด้านการเงินที่ดีด้วย เพื่อเป็นการเฝ้าระวังสุขภาพของเราเอง

จะสังเกตได้ว่าในทุกขั้นตอนผมมีแพทย์ดูแล ไม่แนะนำให้ไปซื้อฮอร์โมนมาฉีดเอง และการสั่งฮอร์โมนมากินไม่ได้ช่วย ปริมาณที่กินมันต่ำกว่าที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเป็นอันตรายต่อตับนะจ๊ะ มาดูภาพความเปลี่ยนแปลงกันครับ


ช่วง 1 ปีแรกของการรับฮอร์โมน
ผลข้างเคียงในตอนเเรกหลังรับฮอร์โมน คือน้ำหนักตัวผมขึ้นเยอะมาก จากปกติ ผมหนัก 53-55 หลังเทคน้ำหนักผมขึ้นไป 61-62 ตอนนั้นนอยด์มาก อารมณ์แปรปรวน เหมือนเด็กผู้ชายที่กำลังแตกหนุ่ม เสียงแตก มีขนขึ้นตามร่างกาย หน้ามัน ผิวหยาบ รูขุมขนกว้าง สิวมาเพียบ และ ในช่วงแรกอาจจะมีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำสาธารณะหน่อยเพราะยังไม่เปลี่ยนมาก แต่หลังทุกอย่างลงตัว ถ้าคุณไม่หยิบบัตรประชาชนออกมาก็แทบไม่มีใครรู้เลยครับว่าคุณเคยเป็นผู้หญิงมาก่อน

ส่วนเรื่องการตรวจเลือด มาพูดถึงผลกระทบ หลังจากตรวจเลือดครั้งล่าสุด ค่า CHOLESTEROL, TRIGLYCERIDE, HDL, LDL เกินเกณฑ์ครับ ค่าฮอร์โมนก็เกิน จากปกติค่าประมาณ 0.4 ในช่วงปีแรกของผมพุ่งไป 23.0 คุณหมอจึงสั่งลดปริมาณลง และปรับมาเรื่อยจนตอนนี้เข้าสู่สมดุลพอสมควร (นี่คือเหตุผลที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง)


ใครว่ารับฮอร์โมนชายแล้วจะดูหล่อดูดีมีกล้ามนี่คิดผิดนะครับ

สิ่งที่คุณต้องเจอคือ น้ำหนักที่ขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณจะหิวโหยอยู่ตลอดเวลา เพราะโดยพื้นฐานผู้ชายใช้พลังงานต่อวันมากกว่าผู้หญิง จึงทำให้คุณหิวมากขึ้น กินเยอะขึ้นในขณะที่ระบบเผาผลาญพลังงานไม่ได้สูงไปกว่าเดิมเท่าไหร่นัก ส่วนเรื่องกล้ามเนื้อถ้าเทคฮอร์โมนแล้วนอนอยู่เฉยๆ คุณก็จะกลายเป็นผู้ชายอ้วนๆลงพุง แต่ถ้าหากคุณออกกำลังกาย เล่นเวทเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ควบคุมอาหาร กล้ามเนื้อจะพัฒนาได้ดีกว่า กล้ามมาไวกว่าตอนเป็นผู้หญิง เพราะฮอร์โมนมีส่วนช่วย แต่นั่นแหล่ะครับคุณต้องลงมือทำและหากใครมีกรรมพันธุ์หัวล้านมันจะมาหาคุณแน่นอนครับ หัวผมก็เริ่มล้านตามพ่อเเละพี่ชายแล้ว ต่อมาเรื่องสิวผิวหนังหยาบกร้าน รูขุมขนกว่า หน้ามัน อันนี้มาแน่นอนมากน้อยตามกรรมพันธุ์ เพราะฉะนั้นอย่าไปดูคนอื่นที่เทคแล้วดูหล่อ มีหนวด ดูแมน ว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยอยากทำตาม เพราะกว่าจะดูดีได้เขาอาจต้องดูแลตัวเองมากกว่าคนปกติหลายเท่า


ส่วนเรื่องหนวดเคราจะมีมากน้อยไม่มีใครบอกได้ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของคุณเองส่วนตัวผมใช้ฮอร์โมนมา 3 ปีกว่าไรเคราเพิ่งจะเริ่มมา ทั้งที่บางคน 3 เดือนหนวดเคราก็มาเป็นดงแล้ว


ตอนแรกมันก็สนุกและตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลง แต่ทุกวันนี้มันกลายเป็นความเจ็บปวดที่เราต้องแลกกับทางเดินชีวิตที่เราเลือก ลองคิดเล่นๆ สิครับต้องเจ็บตัวฉีดยาเจาะเลือดเฉลี่ย 1 - 2 ครั้งทุกเดือน เพราะฉะนั้นอย่าใจร้อนมาถามว่าเทค 1 เดือนอะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง เพราะผลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่แนะนำให้ไปซื้อยามากินเพราะไม่ได้ช่วยแถมตับพัง การฉีดยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะมีความเสี่ยงและผลข้างเคียงตามมามากมาย ที่สำคัญต้องใช้เงินในระยะยาว วางแผนการเงินด้วย


มีคนเข้ามาถามเรื่องการผ่าตัดและการใช้ฮอร์โมนเยอะครับ
ต้องเข้าใจก่อนครับว่าการผ่าตัดไม่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนบำบัดร่วมด้วยยกเว้นคุณจะข้ามเพศ การผ่าตัดทำให้คุณมีความมั่นใจในการแต่งตัว ใช้ชีวิตได้ง่าย ไม่ต้องอึดอัดรัดหน้าอก (ถ้าคุณเป็นทอมทำแค่นี้ก็พอครับ) ตัวคุณยังดูเล็ก ผิวยังเรียบเนียน คุณยังมีความเป็นผู้หญิง มีความละเอียดอ่อนไหวตามลักษณะดั้งเดิม แต่การใช้ฮอร์โมน มันคือการที่คุณกำลังจะก้าวมาเป็นผู้ชายคนนึง สรีระคุณจะเปลี่ยนไป ผิวคุณจะหยาบกร้าน สิวจะมา ตัวจะหนา มีขนขึ้นตามร่างกายในทุกส่วน เสียงคุณจะเปลี่ยน ที่สำคัญอารมณ์ความรู้สึก คุณจะกระด้างขึ้น แต่ก่อนผมเป็นคนเซ้นซิทีฟทางอารมณ์มาก อ่อนไหว มุ้งมิ้ง ขี้อ้อน ขี้งอน ชอบทำอะไรเล็กๆ น้อยๆหวานๆ ให้แฟน จำได้ทุกวันสำคัญ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีอารมณ์จะทำอะไรพวกนี้เลยครับ วันสำคัญต่างๆ ก็ไม่ค่อยสนใจจำ ชอบเอาชนะ มองทุกอย่างแบบคิดง่ายๆ เอาที่ตัวเองสบายใจ ไม่มีคิดเล็กคิดน้อย (ผมเข้าใจละว่าทำไม่ผู้ชายชอบพูดว่าผู้หญิงงี่เง่า)


ก่อนจะถามเรื่องการเทคฮอร์โมนคุณควรถามตัวเองก่อนนะครับว่าคุณต้องการเป็นอะไร
อยากเทคเพื่อที่จะมีหนวดเครา เพราะที่จะตามมามันไม่ใช่แค่หนวดเครา ฉีดแล้วต้องฉีดไปตลอดชีวิตนะครับ ถ้าคุณหยุดระบบฮอร์โมนคุณจะรวน เราฉีดเอาฮอร์โมนผู้ชายไปกดฮอร์โมนผู้หญิง ทำให้รังไข่พยามสารฮอร์โมนให้มากเพื่อมารักษาสมดุล วันนึงเมื่อคุณหยุด ฮอร์โมนผู้หยญิงมันก็ยังสร้างมากเหมือนเดิม ที่นี่หล่ะครับ สะโพกมา หน้าอกมา สรีระความเป็นผู้หญิงจะกลับมาคูณ 2 อย่างที่บอกเมื่อรังไข่ที่ผลิตฮอร์โมนทำงานหนัก


ส่วนมากคนที่ฉีดฮอร์โมน จะผ่าตัดมดลูกรังไข่ออกในระยะ 3-5 ปี หลังรับฮอร์โมนดังนั้นเรื่องการเงินสำคัญครับ การดูแลตัวเองก็ยากกว่าคนทั่วไป คุณต้องพบหมอตรวจเลือดดูการทำงานของ ตับ ไต เลือด ทุก 3-6 เดือน ความดัน ไขมันคุณก็จะสูง เห็นไหมครับมันไม่ใช่เรื่องง่าย อยากจะฉีดก็ฉีด ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ติดตามพูดคุย ปรึกษา ได้ใน เพจและเฟสบุ๊คผม ได้ครับ หมีแปลงร่าง และ Napat Kittisuwarangkul