
บางครั้งลูกหลานแสนน่ารักของคุณอาจงอแง เอาแต่ใจ พูดไม่ฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจถือเป็นพฤติกรรมปกติของเด็ก แต่หากเด็กมีพฤติกรรมดังกล่าวบ่อยเกินไป จนเริ่มสร้างปัญหาให้กับตัวเอง และผู้คนรอบข้าง พฤติกรรมเหล่านั้นอาจไม่ใช่แค่การดื้อรั้นตามประสาเด็ก แต่อาจเป็นอาการที่บ่งบอกว่าลูกหลานของคุณเป็น โรคดื้อและต่อต้าน หนึ่งในโรคทางพฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเพิกเฉย
โรคดื้อและต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder หรือ ODD) คือ ความผิดปกติทางพฤติกรรมที่เริ่มต้นในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น เด็กที่เป็นโรคนี้จะแสดงพฤติกรรมต่อต้าน เมินเฉย ไม่เชื่อฟัง หรือไม่ยอมทำตามคำสั่ง และสิ่งที่ผู้อื่นขอให้ทำ เพราะคิดว่าคำสั่งหรือคำขอเหล่านั้นไร้เหตุผล จึงรู้สึกโมโห และแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา เมื่อถูกบอกให้ทำอะไร โดยเด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านมักจะมีอาการของโรคสมาธิสั้น โรควิตกกังวล และโรคซึมเศร้าร่วมด้วย การที่เด็กจะดื้อรั้น หรือไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่บ้างไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร โดยเฉพาะเมื่อเด็กคนนั้นเหนื่อย อารมณ์เสีย หรือไม่ได้ดั่งใจ แต่เด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้าน จะแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นประจำ อีกทั้งพฤติกรรมยังรุนแรง จนเป็นปัญหารบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กและผู้คนรอบข้าง ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสให้เด็กเป็นโรคดื้อและต่อต้าน มีทั้งปัจจัยทางชีวภาพ จิตใจ และสังคม เช่น
หากลูกหลานคุณแสดงพฤติกรรมเหล่านี้หลายข้อ เป็นเวลานานกว่า 6 เดือน อาจมีสิทธิ์เป็นโรคดื้อและต่อต้าน
ทั้งนี้ เด็กผู้ชายและผู้หญิงจะแสดงพฤติกรรมของโรคดื้อและต่อต้านต่างกัน เด็กผู้ชายจะแสดงพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) ซึ่งโจ่งแจ้ง และสังเกตได้ง่าย เช่น การทะเลาะวิวาท หรือชกต่อย ส่วนเด็กผู้หญิงมักจะแสดงพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) ซึ่งเกี่ยวข้องกับจิตใจ และสังเกตได้ยากกว่า เช่น การคุกคามเชิงสัมพันธภาพ (relational aggression) อย่าง การจงใจทำลายมิตรภาพ หรือปล่อยข่าวลือให้ผู้อื่นเสียหาย
หากเด็กเป็นโรคดื้อและต่อต้านแล้วรับไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลอย่างถูกต้องและทันท่วงที โรคดื้อและต่อต้านอาจส่งผลกระทบด้านต่างๆ ดังนี้
เด็กก่อนวัยเรียนที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านส่วนใหญ่จะหายจากโรคนี้ได้ตอนอายุประมาณ 8 ปี ในขณะที่บางคนอาจยังเป็นโรคนี้ไปจนถึงช่วงวัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ โดยบางอาการของโรคดื้ออาจหายขาด แต่บางอาการยังคงอยู่
ปัจจุบันการรักษาโรคดื้อและต่อต้านมีทั้งการเยียวยาจิตใจและรักษาด้วยยา แต่ก็ยังไม่มีวิธีใดที่รับรองว่าเห็นผลแน่นอน วิธีง่าย ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เพื่อบรรเทา หรือลดความเสี่ยงไม่ให้ลูกหลานคุณเป็นโรคดื้อและต่อต้าน ก็คือ การเลี้ยงดูอย่างถูกวิธี โดยสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
แต่หากวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล คุณควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้รักษาอาการโรคดื้อและต่อต้านของลูกหลานคุณได้อย่างตรงจุดที่สุด
Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :เนตรนภา ปะวะคัง