สปาเกตตี พร้อมเสิร์ฟที่ "ชายฝั่งอมาลฟี"

สปาเกตตี พร้อมเสิร์ฟที่ "ชายฝั่งอมาลฟี"
Gourmet & Cuisine

สนับสนุนเนื้อหา

นอกจากอาหารไทยและอาหารฝรั่งเศสแล้ว อาหารอิตาเลียนเป็นอาหารโปรดของฉันในลำดับต้นๆ เมนูที่สั่งเป็นประจำไม่พ้นสปาเกตตีหอยลายสไตล์อิตาเลียน พิซซาหน้าซาลามี สตูเนื้อตุ๋น และไอศกรีมเนื้อนิ่มรสมะนาว ประจวบเหมาะกับเพื่อนบ้านคนใหม่ที่เป็นชาวอิตาเลียนชวนไปเที่ยวบ้านเกิด ได้ลองชิมอาหารสูตรต้นตำรับแท้ๆ กลับบ้านมาฉันเลยคิดหนักว่า "เอาล่ะตามใจตัวเองมาก็มากแล้ว คราวนี้ขอตามใจปากไปแสวงหาความอร่อยตามแบบฉบับเมดิเตอร์เรเนียนดูสักที" และคงไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่าชายฝั่งอมาลฟี ชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของอิตาลีที่มีภูมิประเทศและภูมิอากาศเอื้อต่อการทำประมงและปลูกเครื่องเทศ ผัก ผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะมะนาวสีเหลืองอันเลื่องชื่อ


ความยาวของชายฝั่งอมาลฟีอยู่ที่ราวๆ 32 กิโลเมตร ครอบคลุมทั้ง 13 เมือง เริ่มจากเมืองโปซิตาโน (Positano) เรื่อยไปจนถึงเมืองไมโอรี (Maiori) ความพิเศษของชายฝั่งอมาลฟีไม่ได้อยู่ที่ชิ้นงานศิลปะ หรือความอลังการของสถาปัตยกรรมในยุคประวัติศาสตร์อย่างเมืองโรมหรือฟลอเรนซ์ หากแต่เป็นวิวทิวทัศน์จากยอดผาสูงชัน กลิ่นอายและความใสของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมตัวเพื่อการพักผ่อนชั้นยอดของเหล่าดาราและผู้มีชื่อเสียงระดับโลก 4 เมืองสำคัญที่เราจะสำรวจกันในทริปนี้ ได้แก่ อมาลฟี (Amalfi) โปซิตาโน (Positano) ราเวลโล (Ravello) และเกาะคาปรี (Capri)


เกาะคาปรี - Capri

หากใครเป็นแฟนตัวยงของโซฟี ลอเรน (Sophie Lauren) หรือเคยอ่านหนังสือขายดีอย่าง The Story of San Michele โดย Axel Munthe (แอกเซล มันธ์) คงใฝ่ฝันอยากมาเยือนเกาะคาปรีและขึ้นไปดูหมู่บ้าน Anacapri ดูสักครั้ง จากอมาลฟีแนะนำให้ซื้อทัวร์แบบเต็มวันไปกับเรือเร็วสำหรับผู้โดยสารไม่เกิน 8 คน ราคาค่าโดยสารประมาณคนละ 80 ยูโร เมื่อว่างจากฤดูหาปลา พ่อหนุ่มร็อกโค่ก็หันมาขับเรือพาพวกเราเลาะไปตามชายฝั่งด้านตะวันตก ยาวไปถึงเมืองไมโอรีก่อนย้อนพากลับขึ้นมาทางตะวันออกเพื่อมาดู Blue Grotto (ถ้ำน้ำสีเทอร์ควอยส์) และแวะเล่นน้ำทางด้านหลังของเกาะที่ไม่เป็นเส้นทางสัญจรอันพลุกพล่าน


ติดตามเนื้อเรื่องได้ใน Gourmet & Cuisine ฉบับเดือนมกราคม 2555