"แตงโม vs เมลอน" ผลไม้ชนิดไหนส่งผลต่อ "น้ำตาลในเลือด" มากกว่ากัน?

"แตงโม vs เมลอน" ผลไม้ชนิดไหนส่งผลต่อ "น้ำตาลในเลือด" มากกว่ากัน?

"แตงโม vs เมลอน" ผลไม้ชนิดไหนส่งผลต่อ "น้ำตาลในเลือด" มากกว่ากัน?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สายสุขภาพต้องเช็ก! "แตงโม" vs "เมลอน" ผลไม้ชนิดไหนส่งผลต่อ "น้ำตาลในเลือด" มากกว่ากัน?

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูกาลของผลไม้ฉ่ำน้ำ คำถามที่สายสุขภาพและผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลมักสงสัยคือระหว่าง "แตงโม" กับ "เมลอนฮันนี่ดิว" (Honeydew Melon) ผลไม้ชนิดไหนกินแล้วส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่ากัน? คำตอบคือทั้งคู่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลใกล้เคียงกัน แต่หากวัดกันจริงๆ แตงโมชนะไปอย่างเหลื่อมๆ ด้วยเหตุผลที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

แตงโม: ค่า GI สูง แต่ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดน้อยกว่าที่คิด

หลายคนเลี่ยงทานแตงโมเพราะเชื่อว่าทำให้น้ำตาลพุ่งสูง เนื่องจากแตงโมมีค่า ดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index - GI) สูงถึง 72–80 ทว่าค่า GI เป็นเพียงตัววัดว่าคาร์โบไฮเดรตในอาหารชนิดนั้นถูกย่อยและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ "เร็ว" แค่ไหน แต่ไม่ได้บอกถึง "ปริมาณ" คาร์โบไฮเดรตที่รับประทานจริงในหนึ่งมื้อ

สำหรับการดูแลระดับน้ำตาลในชีวิตประจำวัน ค่า Glycemic Load (GL) จะแม่นยำและเป็นประโยชน์มากกว่า:

ดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index: GI)

วัดความเร็วในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของอาหารเมื่อเทียบกับกลูโคสบริสุทธิ์ (สเกล 0–100) แบ่งเป็น ต่ำ (≤55), กลาง (56–69) และ สูง (≥70) โดยไม่สนว่าคุณกินปริมาณเท่าใด

ปริมาณโหลดน้ำตาล (Glycemic Load: GL)

คำนวณจากค่า GI ร่วมกับ "ปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่อหนึ่งเสิร์ฟ" เพื่อตอบคำถามว่า อาหารในปริมาณที่เรากินจริงจะส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเท่าใด

แตงโมคือตัวอย่างคลาสสิกของอาหารที่มีค่า GI สูง แต่มีค่า GL ต่ำ เพราะแม้น้ำตาลจะย่อยเร็ว แต่น้ำส่วนใหญ่ในเนื้อแตงโมทำให้มีคาร์โบไฮเดรตต่อหนึ่งเสิร์ฟน้อยมาก การกินแตงโมในปริมาณปกติจึงส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ แตงโมยังอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง ไลโคปีน (Lycopene) วิตามินซี และวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวมอีกด้วย

เมลอนฮันนี่ดิว: ค่า GI ปานกลาง แต่น้ำตาลแน่นกว่า

เมลอนฮันนี่ดิวมีค่า GI อยู่ที่ประมาณ 62–65 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ "ปานกลาง" ฟังดูเหมือนจะปลอดภัยกว่าแตงโม แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด เมลอนฮันนี่ดิว 1 ถ้วยมีคาร์โบไฮเดรตสูงถึง 15–16 กรัม ส่งผลให้มีค่า GL อยู่ที่ประมาณ 5–8 ซึ่งเท่ากับ หรืออาจจะสูงกว่าแตงโมเล็กน้อยด้วยซ้ำ

สรุปคือ แม้เมลอนฮันนี่ดิวจะมีค่า GI ต่ำกว่า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะอ่อนโยนต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าแตงโมเมื่อวัดในปริมาณเสิร์ฟที่เท่ากัน อย่างไรก็ดี เมลอนฮันนี่ดิวก็ยังให้ประโยชน์จากวิตามินซี โพแทสเซียม และไฟเบอร์ที่ช่วยชะลอการย่อยได้ส่วนหนึ่ง


ตารางเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการ (ต่อ 1 ถ้วยตวงหั่นเต๋า)

สารอาหาร แตงโม (Watermelon) เมลอนฮันนี่ดิว (Honeydew)
พลังงาน (Calories) 45.6 แคลอรี 61.2 แคลอรี
โปรตีน (Protein) น้อยกว่า 1 กรัม น้อยกว่า 1 กรัม
ไขมัน (Fat) น้อยกว่า 1 กรัม น้อยกว่า 1 กรัม
คาร์โบไฮเดรต (Carbs) 11.5 กรัม 15.5 กรัม
ใยอาหาร (Fiber) น้อยกว่า 1 กรัม 1.36 กรัม
น้ำตาล (Sugar) 9.42 กรัม 13.8 กรัม

สรุปแล้ว... ควรเลือกทานชนิดไหนดี?

หากต้องเลือกผู้ชนะสำหรับการคุมน้ำตาลในเลือด "แตงโม" ชนะไปอย่างเฉียบขาดเล็กน้อย เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่อถ้วยต่ำกว่า ทำให้ค่า GL (ผลกระทบจริงต่อน้ำตาลในเลือด) ต่ำกว่าหรือเท่ากับฮันนี่ดิว แถมยังให้สารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า อย่างไรก็ตาม เมลอนฮันนี่ดิวก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีและมีประโยชน์เช่นกัน

5 เทคนิครูปแบบการทานแตงโม-เมลอน ไม่ให้น้ำตาลพุ่งสูง

  • คุมปริมาณให้พอดี: จำกัดปริมาณการทานอยู่ที่ประมาณ 1 ถ้วยตวงต่อมื้อ
  • จับคู่กับโปรตีนหรือไขมันดี: ทานคู่กับกรีกโยเกิร์ต คอทเทจชีส หรือเนยถั่ว 1 ช้อนชา เพื่อชะลอการย่อยและลดอาการน้ำตาลดีดตัวสูง
  • เสริมไฟเบอร์เพิ่ม: โรยเมล็ดเจีย หรือทานคู่กับวอลนัทกำมือเล็กๆ ช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต
  • ทานเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหาร: เลี่ยงการทานตอนท้องว่าง ให้ทานเป็นของหวานหลังมื้อหลัก
  • เลือกทานผลสด แทนการดื่มน้ำผลไม้: เพราะการคั้นน้ำจะสูญเสียกากใยอาหารและทำให้น้ำตาลเข้มข้นขึ้น ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
เรียบเรียงจากบทความต้นฉบับโดย: Lauren Panoff, MPH, RD (นักกำหนดอาหารลงทะเบียนและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ)
อ้างอิงข้อมูล: Verywell Health, USDA FoodData Central
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล