แพทย์เฉลยแล้ว!! นี่คือ "1 นิสัยก่อนนอน" ที่ทำให้คุณนอนครบ แต่ร่างกายเหมือนไม่ได้นอน

แพทย์เฉลยแล้ว!! นี่คือ "1 นิสัยก่อนนอน" ที่ทำให้คุณนอนครบ แต่ร่างกายเหมือนไม่ได้นอน

แพทย์เฉลยแล้ว!! นี่คือ "1 นิสัยก่อนนอน" ที่ทำให้คุณนอนครบ แต่ร่างกายเหมือนไม่ได้นอน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หมอเตือน 1 สิ่ง!! ที่ทำให้เรานอนครบ 8 ชม. แต่ร่างกายยัง "เพลีย" เหมือนไม่ได้นอน

หลายคนอาจสงสัยว่า ทั้งที่นอนครบ 7–8 ชั่วโมงตามคำแนะนำ แต่ตื่นมาทีไรกลับรู้สึกเพลีย ง่วง สมองไม่สดชื่นเหมือนพักผ่อนมาไม่พอ แพทย์ระบุว่า สาเหตุสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนชั่วโมงการนอน แต่อยู่ที่ พฤติกรรมก่อนเข้านอนเพียงอย่างเดียว ที่หลายคนทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว

“เล่นมือถือก่อนนอน” ตัวการทำลายคุณภาพการนอน

แพทย์ด้านการนอนหลับและผู้เชี่ยวชาญด้านสมองระบุว่า การใช้โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่รบกวนการพักผ่อนของร่างกายมากที่สุด แม้จะไม่ได้ทำให้นอนไม่หลับทันที แต่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการนอนในระดับลึก

สาเหตุสำคัญคือ แสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอ ซึ่งมีผลยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมวงจรการนอนหลับ เมื่อเมลาโทนินหลั่งน้อยลง สมองจะเข้าใจผิดว่ายังเป็นเวลากลางวัน ทำให้ร่างกายไม่เข้าสู่ภาวะพักผ่อนอย่างเต็มที่

ทำไมนอนครบ แต่ยังรู้สึกเหมือนไม่ได้นอน

แม้ร่างกายจะหลับไปตามปกติ แต่การใช้หน้าจอก่อนนอนส่งผลให้ ช่วงการนอนหลับลึก (Deep Sleep) และ การนอนหลับระยะ REM ลดลง ซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อการฟื้นฟูสมอง ความจำ ระบบภูมิคุ้มกัน และฮอร์โมนในร่างกาย

ผลที่ตามมาคือ ตื่นมาแล้วยังรู้สึกอ่อนล้า สมองมึน ง่วงระหว่างวัน หงุดหงิดง่าย สมาธิลดลง และในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง ภาวะเครียด และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

แพทย์แนะนำ ควรเลี่ยงหน้าจอก่อนนอนกี่นาที

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์หรือหน้าจออย่างน้อย 30–60 นาที ก่อนเข้านอน เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายปรับเข้าสู่โหมดพักผ่อนตามธรรมชาติ

หากจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ควรลดความสว่างหน้าจอ เปิดโหมดถนอมสายตา หรือเปลี่ยนไปทำกิจกรรมที่ช่วยให้สมองผ่อนคลายแทน เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ หรือฝึกหายใจช้า ๆ

สัญญาณเตือนว่าคุณอาจพักผ่อนไม่มีคุณภาพ

  1. นอนครบชั่วโมง แต่ยังง่วงระหว่างวัน
  2. ตื่นมาไม่สดชื่น เหมือนยังไม่ได้นอน
  3. สมาธิสั้น หลงลืมง่าย
  4. หงุดหงิดหรือเครียดง่ายกว่าปกติ

หากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง ควรเริ่มสำรวจพฤติกรรมก่อนนอนของตนเอง โดยเฉพาะการใช้หน้าจอเป็นอันดับแรก

การนอนให้เพียงพอไม่ได้วัดแค่จำนวนชั่วโมง แต่ต้องดูที่ คุณภาพการนอน ด้วย แพทย์ชี้ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือก่อนนอนเป็นพฤติกรรมเดียวที่อาจทำให้คุณ “นอนครบ แต่ร่างกายเหมือนไม่ได้นอน” การปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยก่อนเข้านอน อาจช่วยให้การพักผ่อนมีประสิทธิภาพและส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว

ประเด็นที่ควรรู้ : งานวิจัยไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมด

แม้งานวิจัยจำนวนมากจะชี้ว่าแสงสีฟ้าจากหน้าจอส่งผลต่อการหลั่งเมลาโทนินและคุณภาพการนอน แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผลกระทบของแสงสีฟ้าอาจไม่รุนแรงเท่าที่เคยเข้าใจกันในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยอื่นร่วมด้วย

งานวิจัยบางชิ้นพบว่า สิ่งที่รบกวนการนอนอาจไม่ได้มาจากแสงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก การมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาบนหน้าจอ เช่น การเล่นเกม การเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย หรือการรับชมเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์และความคิด ซึ่งทำให้สมองตื่นตัวและเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายได้ยาก

นอกจากนี้ ผลกระทบของการใช้หน้าจอก่อนนอนยังอาจแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย โดยงานวิจัยบางส่วนชี้ว่า เด็กและวัยรุ่นอาจมีความไวต่อแสงและการกระตุ้นจากหน้าจอมากกว่าผู้ใหญ่ ขณะที่ในผู้ใหญ่ ผลกระทบอาจขึ้นอยู่กับพฤติกรรมโดยรวมและความเคยชินของแต่ละบุคคล ซึ่งยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสรุปอย่างชัดเจน

แพทย์จึงแนะนำให้มองเรื่องการใช้หน้าจอก่อนนอนในภาพรวมของพฤติกรรมทั้งหมด ไม่ใช่เพียงหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าอย่างเดียว แต่ควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นสมอง เพื่อช่วยให้การพักผ่อนมีคุณภาพมากขึ้น

แหล่งอ้างอิง

  1. Sleep Foundation
  2. World Health Organization (WHO)
  3. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล