ดื่มชา vs ไม่ดื่มชา ใครอายุยืนกว่ากัน? ในที่สุดก็มีคำตอบแล้ว ฮาร์วาร์ดร่วมวิจัย!

ดื่มชา vs ไม่ดื่มชา ใครอายุยืนกว่ากัน? ในที่สุดก็มีคำตอบแล้ว ฮาร์วาร์ดร่วมวิจัย!

ดื่มชา vs ไม่ดื่มชา ใครอายุยืนกว่ากัน? ในที่สุดก็มีคำตอบแล้ว ฮาร์วาร์ดร่วมวิจัย!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ดื่มชาทุกวัน ช่วยให้ “แก่ช้า” สุขภาพดี อายุยืนกว่าคนที่ไม่ดื่ม จริงหรือไม่?

ผลวิจัยล่าสุดพบว่า การดื่มชาดำเป็นประจำ อาจช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมของร่างกาย ส่งผลให้มีสุขภาพโดยรวมที่ดีกว่าเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะหากรับประทานควบคู่กับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่และผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มและแอปเปิ้ล

ชาดำ ดื่มประจำส่งผลดีต่ออายุขัย

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Edith Cowan ร่วมกับ Queen’s University Belfast และ Harvard T.H. Chan School of Public Health พบว่า ผู้ที่บริโภคอาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์สูงอย่างชาดำ เบอร์รี่ ส้ม และแอปเปิ้ล เป็นประจำ มีแนวโน้มที่จะแก่ช้ากว่าและมีสุขภาพดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคน้อย

ชาดำมีรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมแบบมอลต์ ผ่านกระบวนการออกซิเดชันจนใบชามีสีน้ำตาลเข้ม ผลิตจากต้นชา Camellia sinensis เช่นเดียวกับชาเขียว ชาขาว และชาอู่หลง

อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสุขภาพในหลายด้าน

ชาดำมีสารฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอลอย่างทีอะฟลาวิน และแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเครียด เสริมสมาธิ และมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง

สารต้านอนุมูลอิสระยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากการอักเสบ หรือปัจจัยภายนอก เช่น ควันบุหรี่ มลพิษ หรือรังสี ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังและความเสื่อมตามวัย

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และชะลออายุทางชีวภาพ

งานวิจัยยังชี้ว่า ผู้ที่ดื่มชาดำอย่างสม่ำเสมอมีแนวโน้มลดความเสี่ยงโรคหัวใจ รวมถึงภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องแข็งตัว (Abdominal Aortic Calcification) นอกจากนี้ ข้อมูลจาก National Institutes of Health (NIH) ยังชี้ว่าการบริโภคชาดำอาจสัมพันธ์กับกระบวนการชราที่ช้าลงทางชีวภาพ

ฟลาโวนอยด์ช่วยป้องกันความเสื่อมในร่างกาย

ดร.นิโคลา บอนดอนโน หนึ่งในผู้วิจัยระบุว่า "เป้าหมายของการแพทย์สมัยใหม่ไม่ใช่แค่การมีชีวิตยืนยาว แต่ต้องการให้ผู้คนมีสุขภาพดีในระยะยาวด้วย เราพบว่าผู้ที่บริโภคฟลาโวนอยด์มาก มีแนวโน้มอายุยืน และเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอย่างสมองเสื่อม เบาหวาน และโรคหัวใจน้อยลง"

จากกลุ่มตัวอย่างผู้หญิง 62,743 คน และผู้ชาย 23,687 คน พบว่าผู้หญิงที่บริโภคฟลาโวนอยด์มากมีโอกาสเสี่ยงต่อความเปราะบางของร่างกายลดลง 15% ลดปัญหาด้านการเคลื่อนไหว 12% และลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต 12%

แม้ในกลุ่มผู้ชายจะไม่ได้เห็นผลในทุกด้านเท่าผู้หญิง แต่ก็ยังพบว่า ฟลาโวนอยด์มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตได้เช่นกัน

บริโภคเป็นประจำ ช่วยให้แก่ช้าลงอย่างมีคุณภาพ

ศาสตราจารย์เอเดน แคสซิดี้ หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า "ฟลาโวนอยด์มีบทบาทในการลดการอักเสบ ลดความเครียดจากออกซิเดชัน และช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง รวมถึงรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งล้วนสำคัญต่อการชะลอความเสื่อมของร่างกาย"

การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยฟลาโวนอยด์ เช่น เบอร์รี่ แอปเปิ้ล ส้ม ไวน์แดง และชาดำ เป็นประจำ จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดีในวัยชรา ลดความเสี่ยงการเคลื่อนไหวเสื่อม สุขภาพจิตถดถอย และภาวะร่างกายเปราะบาง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล