เมาค้าง "ลาป่วย" ได้ไหม? ผิดกฎหมายแรงงานหรือเปล่า

เมาค้าง "ลาป่วย" ได้ไหม? ผิดกฎหมายแรงงานหรือเปล่า

เมาค้าง "ลาป่วย" ได้ไหม? ผิดกฎหมายแรงงานหรือเปล่า
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมาเหล้าค้าง ลาป่วยได้ไหม? เช็กสิทธิกฎหมายแรงงาน เมาค้างลาป่วยได้เงินไหม เสี่ยงโดนไล่ออกหรือไม่

เมาค้าง ปวดหัว ไปทำงานไม่ไหว แจ้งหัวหน้าว่า "ขอลาป่วย" ได้หรือไม่? สายปาร์ตี้ หรือ วัยทำงานหลายคนอาจคิดว่าเป็นอาการป่วยเหมือนกัน แต่ในมุมของกฎหมายแรงงาน เรื่องนี้อาจทำให้คุณ "พ้นสภาพการเป็นพนักงาน" โดยไม่รู้ตัว

"เมาค้าง ลาป่วยได้ไหม?"

คำตอบตามหลักการคือ "ไม่ได้" หากมองในแง่เจตนารมณ์ของกฎหมาย

แม้ในทางการแพทย์ อาการเมาค้าง (Hangover) จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ร่างกายอ่อนเพลียจริง แต่ตามแนวทางปฏิบัติของกฎหมายแรงงาน "การลาป่วย" มีไว้สำหรับอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ไม่ใช่อาการที่เกิดจากพฤติกรรมที่ตัวลูกจ้างจงใจทำให้เกิดขึ้นเองจากการดื่มสุรา

เสี่ยงโดนอะไรบ้าง ถ้าเมาค้างแล้วเนียน "ลาป่วย"?

หลายคนคิดว่า “ก็ป่วยจริง ลุกไม่ไหวจริงๆ แถมลาแค่วันเดียวไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์นี่นา” แต่ความจริงแล้ว มีความเสี่ยงซ่อนอยู่เพียบ

  1. นายจ้างมีสิทธิ์ขอหลักฐาน: แม้กฎหมายจะบอกว่าลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างจึงจะสามารถขอใบรับรองแพทย์ได้ แต่หากนายจ้างมีข้อสงสัยสมเหตุสมผล (เช่น รู้ว่าเมื่อคืนไปปาร์ตี้ หรือโพสต์รูปลงโซเชียล) นายจ้างอาจให้ลูกจ้างชี้แจงความจริงได้

  2. เข้าข่ายแจ้งข้อมูลเท็จ: หากนายจ้างพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ป่วยจริง แต่เป็นเพราะเมาค้าง ถือเป็นการ “แจ้งความเท็จต่อนายจ้าง” ผิดวินัยการทำงาน

  3. เสี่ยงถูกบันทึกเป็น "ขาดงาน": เมื่อนายจ้างไม่อนุมัติการลาป่วย การหยุดงานในวันนั้นจะกลายเป็นการ “ขาดงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” ทันที และอาจถูกหักค่าจ้างในวันที่หยุดไป

  4. สะสมใบเตือนจนถึงขั้นเลิกจ้าง: หากขาดงานบ่อย หรือเจตนาปกปิดความผิด นายจ้างมีสิทธิ์ออกหนังสือเตือน (ใบเตือน) และหากทำซ้ำภายในระยะเวลาที่กำหนด นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

เมาค้าง แฮงค์ ทำงานไม่ไหว ลาอะไรได้บ้าง

หากร่างกายประท้วงจนขับรถหรือนั่งทำงานไม่ได้จริงๆ แนวทางที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎระเบียบที่สุดคือ

  • ใช้สิทธิ์ "ลาพักร้อน" (วันหยุดพักผ่อนประจำปี): หากบริษัทอนุญาตให้ลาพักร้อนกะทันหันได้
  • สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา: การยอมรับและขอลาพักผ่อนตามสิทธิ์ที่ถูกต้อง ย่อมดีกว่าการ "โกหกว่าป่วย" แล้วถูกจับได้ภายหลัง

ฐานข้อมูลและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

    • มาตรา 32 (การลาป่วย): กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งได้ หากลูกจ้างไม่สามารถแสดงได้ ต้องชี้แจงให้นายจ้างทราบ
    • มาตรา 57 (ค่าจ้างในวันลาป่วย): นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาป่วยเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงาน ตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกิน 30 วันทำงาน (ดังนั้น การแกล้งป่วยจึงกระทบต่อสิทธิ์ค่าจ้างของนายจ้างโดยตรง)

  2. มาตรา 119 (ข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง)

    • หากลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย

  3. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาและข้อวินิจฉัยของศาลแรงงาน

    • ศาลแรงงานเคยวินิจฉัยในหลายกรณีว่า การที่ลูกจ้างแกล้งแจ้งลาป่วยทั้งที่ไม่ได้ป่วยจากโรคภัยปกติ แต่เกิดจากการดื่มสุราจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถือเป็นการ จงใจละทิ้งหน้าที่และแสดงเจตนาทุจริตต่อหน้าที่การงาน นายจ้างมีสิทธิ์ลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับบริษัทได้ตามกฎหมาย

สรุป

  • เมาค้างลาป่วยไม่ได้: กฎหมายคุ้มครองแรงงานให้สิทธิเฉพาะกรณี ป่วยจริงตามธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ อาการเมาเกิดจากพฤติกรรมส่วนตัว จึงนำมาอ้างลาป่วยไม่ได้
  • เสี่ยงตกงาน-ชวดเงินชดเชย: โกหกว่าป่วยถือเป็นการละทิ้งหน้าที่และแจ้งเท็จ นายจ้างมีสิทธิ์หักค่าจ้าง ออกใบเตือน หรือเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่จ่ายค่าชดเชย (หากหยุดครบ 3 วันทำงาน หรือทำผิดซ้ำใบเตือน)
  • ทางออกที่ถูกต้อง: แจ้งขอใช้ วันลาพักร้อน หรือ ลากิจแบบไม่รับค่าจ้าง ตรงๆ ปลอดภัยกว่าการโกหก

อ่านเพิ่มเติม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล