โรคหัวใจลามคนอายุน้อย รพ.วิมุต เผยสัญญาณเตือน 5 ค่าสุขภาพที่ต้องเช็กก่อนสาย

โรคหัวใจลามคนอายุน้อย รพ.วิมุต เผยสัญญาณเตือน 5 ค่าสุขภาพที่ต้องเช็กก่อนสาย

โรคหัวใจลามคนอายุน้อย รพ.วิมุต เผยสัญญาณเตือน 5 ค่าสุขภาพที่ต้องเช็กก่อนสาย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผอม-ฟิต-อายุน้อย เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้! แพทย์ เผยสัญญาณเตือน 5 ด้านที่ร่างกายฟ้องก่อนสาย

หลายคนมักคิดว่าโรคหัวใจ เป็นเรื่องของคนวัยเกษียณ และยังเป็นเรื่องไกลตัว เกิดขึ้นเฉพาะคนที่มีรูปร่างท้วมเท่านั้นใช่ไหม? แต่ละสุดแพทย์ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ เมื่อกลุ่มอายุ 30 ปี มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ อีกทั้งกลุ่มอายุ 20 ปี ก็เริ่มมีสัญญาณโรคเบาหวานปรากฎให้เห็นด้วย

สถานการณ์ NCDs หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในปัจจุบัน สูงถึงราว 400,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยมากกว่า 1,000 รายต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนถึง 81% ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจที่มักสะสมความเสียหายอยู่อย่างเงียบ

แพทย์ เผยผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 30% เสียชีวิตฉับพลันตั้งแต่ครั้งแรก

ktcvimut2

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ระบุว่า ในช่วงที่หลอดเลือดหัวใจเริ่มตีบ 10–20% ร่างกายจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกแน่น หรือเจ็บหน้าอกก็ต่อเมื่อหลอดเลือดตีบไปแล้วถึง 50–70%

“สิ่งที่อันตรายกว่าการตีบแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ ภาวะคราบไขมันแตกออก เมื่อเกิดการแตก ลิ่มเลือดจะเข้าไปอุดกั้นหลอดเลือดอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งพบว่าผู้ป่วยราว 30% เกิดอาการครั้งแรกแล้วเสียชีวิตทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า”

เมื่อเริ่มมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง แปลว่าโรคได้ลุกลามถึงขั้นวิกฤตแล้ว และต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลภายใน 30 นาทีเพื่อเปิดหลอดเลือดให้ทันท่วงที

เช็ก 5 สัญญาณเสี่ยงก่อนเส้นเลือดตีบตัน

850849

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ระบุ น้ำหนักตัวหรือค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตัดสินสุขภาพได้ เนื่องจากคนผอมจำนวนมากมีภาวะไขมันสะสมในช่องท้อง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือมวลกล้ามเนื้อน้อยซ่อนอยู่ โดยมี 5 ตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องตรวจเช็กเป็นประจำ

  1. ระดับน้ำตาลในเลือด 
    • จุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ : ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) อยู่ระหว่าง 5.7–6.4% หรือค่าน้ำตาลขณะอดอาหาร 100–125 mg/dL (ภาวะก่อนเบาหวาน)
  2. ระดับไขมันในเลือด
    • จุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ : ค่าไตรกลีเซอไรด์สูง ร่วมกับไขมันดี (HDL) ต่ำ หรือค่า LDL พุ่งสูงจากพันธุกรรม
  3. ความดันโลหิต
    • จุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ : ตัวเลขสูงกว่าเกณฑ์ปกติอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่มีอาการปวดศีรษะ
  4. รอบเอว
    • จุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ : รอบเอวที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนถึงไขมันสะสมในช่องท้อง (Visceral Fat) และไขมันพอกตับ
  5. มวลกล้ามเนื้อ
    • จุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ : สมรรถภาพร่างกายถดถอย ลุกจากเก้าอี้ลำบาก เดินช้าลง ยกของหนักไม่ไหว เสี่ยงภาวะ "อ้วนร่วมกับมวลกล้ามเนื้อน้อย" (Sarcopenic Obesity)

นอกจากนี้ อาการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นคล้ายสำลักอากาศ หรือมีอาการง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน อาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง

สายออกกำลังกายย่อมมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ

สายรักสุขภาพหรือนักกีฬาที่ออกกำลังกายหนักเป็นประจำ ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะความฟิตไม่สามารถลบล้างปัจจัยเสี่ยงจากพันธุกรรมได้ เช่น ภาวะไขมัน LDL สูงแต่กำเนิด ซึ่งบางรายมีค่าสูงถึง 200–300 mg/dL ทั้งที่รูปร่างผอมเพรียว ปัจจุบันทางการแพทย์จึงแนะนำให้เด็กที่มีประวัติครอบครัวไขมันในเลือดสูงเริ่มตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบ

สำหรับการออกกำลังกายเพื่อหัวใจที่แข็งแรง นพ.สุวาณิช แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลาง 30–45 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ (สะสมให้ได้ราว 150 นาทีต่อสัปดาห์) โดยใช้สูตรคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย

การหาชีพจรที่เหมาะกับการออกกำลังกาย = (220 - อายุ) x 80%

เช่น ผู้ที่อายุ 40 ปี ควรคุมระดับชีพจรขณะออกกำลังกายอยู่ที่ประมาณ 144 ครั้งต่อนาที

ส่วนผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือผู้ที่วางแผนจะลงแข่งขันวิ่งระยะไกล ควรเข้ารับการตรวจเช็กสมรรถภาพหัวใจ ค่าน้ำตาล และไขมันก่อนเริ่มฝึกซ้อมหนัก เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเฉียบพลัน

การดูแลสุขภาพในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การลดตัวเลขบนตาชั่งหรือการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการควบคุมอาหารหวาน มัน เค็ม จัดการความเครียด นอนหลับให้มีคุณภาพ และหมั่นตรวจเช็ก 5 ตัวชี้วัดเมตาบอลิกอย่างสม่ำเสมอ

“โรคหัวใจไม่ได้เริ่มที่หัวใจ” สุขภาพพังเริ่มที่ระบบเมตาบอลิก

836923

น.ส.สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต (เคทีซี) หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในปี 2568 พบว่ายอดใช้จ่ายด้านการตรวจสุขภาพเติบโตมากกว่า 50% และยอดใช้จ่ายในหมวดโรงพยาบาลเติบโต 6% จากปีก่อน โดยสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนกว่า 50% ของยอดใช้จ่ายในหมวดดังกล่าว สะท้อนแนวโน้มความสนใจด้านการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Health) เพิ่มขึ้นในกลุ่มสมาชิก

ซึ่งการพัฒนา KTC Wellness Ecosystem ภายใต้แนวคิด ‘KTC Wellness: The Journey to Well-being’ เพื่อเชื่อมสมาชิกเข้ากับองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และบริการสุขภาพจากพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีน การออกกำลังกาย บริการด้านเวลเนส พร้อมออกแบบสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้และทำได้อย่างต่อเนื่อง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล