หมอเด็กแนะ! สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรตระหนักจากพฤติกรรมเด็กในคลิปวิดีโอ

หมอเด็กแนะ! สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรตระหนักจากพฤติกรรมเด็กในคลิปวิดีโอ
S! Health

สนับสนุนเนื้อหา

พญ.เบญจพร ตันตสูติ หรือ “หมอมินบานเย็น” แอดมินเฟซบุ๊คเพจ “เข็นเด็กขึ้นภูเขา” กล่าวถึงคลิปวิดีโอเด็กสองคนที่มีเรื่องทะเลาะกัน แล้วคุณครูอัดคลิปวิดีโอเด็กทั้งสองคนในช่วงที่กำลังเคลียร์ปัญหากันเอาไว้ หลายคนมองผ่านๆ ก็คิดว่าเด็กๆ น่ารักดี แต่จริงๆ แล้วลึกๆ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ใหญ่อย่างเราได้ข้อคิดจากเรื่องที่เกิดขึ้น และสามารถแก้ปัญหาให้เด็กได้ดีกว่า “คำขู่”

จากวิดีโอที่คุณครูขู่เด็กว่า “จะฟ้องตำรวจ” แล้วทำให้เด็กกลัวการทำผิด คุณหมอบอกว่า คำขู่มีผลกับจิตใจของเด็กมากอย่างที่เราผู้ใหญ่คาดไม่ถึง หากเด็กโตขึ้นอาจทำให้กลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจ อารมณ์และจิตใจก็ไม่มั่นคง ขึ้นๆ ลงๆ โกรธง่าย เสียใจ และหวั่นไหวง่าย และอาจมีความเสียงที่จะมีปัญหาทางจิตใจได้ง่าย เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า

นอกจากนี้เมื่อเด็กโตขึ้น คำขู่จะด้อยประสิทธิภาพลง เด็กอาจเกิดอาการต่อต้านกับคำขู่เหล่านั้น ทำให้เกิดอารมณ์โกรธ และขัดแย้งอย่างรุนแรงได้

ดังนั้นนอกจากการถ่ายคลิปเด็กแบบนี้จะไม่เหมาะสมแล้ว อำนาจของผู้ใหญ่จึงไม่ควรมาจากคำขู่ ควรมีการตักเตือนด้วยเหตุและผล ให้เด็กเข้าใจถึงผลของกระทำที่ไม่เหมาะสม ปรึกษาเรื่องการปรับพฤติกรรมของเด็กร่วมกับพ่อแม่ เพื่ออเป็นการช่วยเหลืออย่างยั่งยืนจะดีกว่า

อ่านโพสของคุณหมอมินบานเย็น จากเฟซบุ๊คเพจ “เข็นเด็กขึ้นภูเขา” ได้ตามด้านล่างเลยค่ะ

____________________

#เบื้องหลังที่มากกว่าความน่าเอ็นดูของเด็กในคลิปวีดีโอ

วันก่อนมีคลิปวีดีโออันหนึ่งที่แพร่หลายในเพจต่างๆ คนที่ได้ดูส่วนใหญ่ก็รู้สึกเอ็นดูและขำในความไร้เดียงสา แต่หมอเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจและคิดว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องมาเขียนเรื่องนี้ให้สังคมรับทราบ และมีความละเอียดอ่อนมากขึ้นในเรื่องของเด็ก

เป็นคลิปที่คุณครูถ่ายเด็กผู้ชายสองคนที่เป็นนักเรียนในความดูแล เด็กคนหนึ่งถูกเด็กที่ตัวโตกว่าแกล้งด้วยการต่อยที่ปากเป็นแผล

เด็กที่ตัวโตกว่าร้องไห้แสดงความกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด และพยายามขอโทษเพื่อนบอกว่าจะไม่ทำอีก ส่วนคุณครูพูดในทำนองขู่ว่าจะโทรไปแจ้งตำรวจให้จับ

จริงอยู่ว่าการรังแกกันการทำร้ายร่างกายเป็นเรื่องที่ไม่ถูก และต้องจัดการ แต่วิธีการจัดการของครู หมอก็คิดว่าไม่เหมาะสมเช่นกัน ในการถ่ายคลิปวิดีโอมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย

และเรื่องการขู่เด็กให้กลัวก็เหมือนกัน หมอไม่คิดว่ามันจะเป็นวิธีการที่ยั่งยืนในการจัดการกับพฤติกรรมของเด็ก.

 

หลายๆครั้งที่ผู้ใหญ่ไม่สามารถจัดการพฤติกรรมของเด็กได้ ทำให้เกิดความโกรธ หงุดหงิด เสียใจ ที่เด็กไม่เชื่อฟัง

ที่โกรธมาก ลึกๆอาจจะเป็นเพราะว่ารู้สึกว่าความเป็นผู้ใหญ่ถูกท้าทาย

ที่เสียใจ ก็เพราะน้อยใจที่ไม่เชื่อฟัง ทั้งๆที่รักและเป็นห่วง

อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ใหญ่ทำและพูดบางสิ่งบางอย่างรุนแรงออกไป

 

คำพูดอย่างหนึ่งที่ผู้ใหญ่มักจะพูดกับลูกเวลาที่จัดการพฤติกรรมไม่ได้ ก็คือ คำพูดข่มขู่

สำหรับเด็กเล็กๆ คำพูดข่มขู่อาจจะได้ผล เพราะทำให้เด็กกลัว เมื่อเด็กกลัวก็จะหยุดพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่ชอบ

อย่างเช่น คำขู่ ชนิดที่ว่า

"ครูจะเรียกตำรวจมาจับหนูไปเข้าคุก ถ้าหนูแกล้งเพื่อน"

"หนูทำแบบนี้ พ่อจะให้โจรมาจับตัวไปเรียกค่าไถ่"

"ถ้าหนูยังทำตัวแบบนี้ แม่จะเป็นลมตายไปเลยนะ หนูจะไม่ได้เห็นแม่อีก"

คำขู่แบบนี้มีผลกับเด็กๆจนคาดไม่ถึงทีเดียว

 

.

 

ในเด็กนั้น พื้นฐานสำคัญที่จะให้เด็กคนหนึ่งเติบโตไปเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง นั่นก็คือ ความปลอดภัยและมั่นคงทางจิตใจ

ถ้าไม่มี ก็เหมือนต้นไม่ที่ขาดรากแก้ว

เด็กที่ถูกข่มขู่อยู่บ่อยๆ ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิภาพของชีวิตตัวเอง และคนที่เด็กรัก เช่นพ่อแม่ เด็กคนนั้นก็จะเติบโตมาด้วยความกลัว ไม่มั่นคง

ส่งผลให้ อาจจะกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง อารมณ์ขึ้นๆลงๆ โกรธง่าย เสียใจ หวั่นไหว และ เปราะบางกับสิ่งที่เข้ามากระทบ มีความเสียงที่จะมีปัญหาทางจิตใจได้ง่าย เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า

 

อำนาจของผู้ใหญ่ ไม่ได้เกิดจากความกลัว แต่ควรจะมาจากความรักและเคารพที่เด็กมีต่อผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการขู่ให้กลัว แต่เกิดจากสัมพันธภาพที่ก่อตัวมาเป็นเวลานาน ร่วมกับการให้กฎระเบียบที่เหมาะสม ให้เด็กรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ โดยที่ไม่ต้องข่มขู่

ที่สำคัญคำขู่ จะใช้ผลน้อยลงเรื่อยๆเมื่อเด็กๆโตขึ้น และยิ่งทำให้เด็กโกรธ เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นด้วย.

 

ความเห็นส่วนตัวของหมอเมื่อได้เห็นคลิปของเด็กสองคนนี้ หมอคิดว่า

1)หมอไม่อยากให้คุณครูถ่ายคลิปเด็กแล้วเอามาลง เพราะอย่างหนึ่ง การทำเช่นนี้สุ่มเสี่ยงเป็นการละเมิดสิทธิเด็กตามพรบ.(แม้จะคิดว่าคุณครูไม่เจตนา) พ่อแม่เด็กทั้งคู่อาจจะไม่สบายใจ เด็กเองจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นพวกเขาอยู่ในคลิปวิดีโอที่คนดูแล้วก็หัวเราะด้วยความตลกขบขัน ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็นความเอ็นดูก็ตาม

2)เด็กที่ต่อยเพื่อนนั้นก็ดูขอโทษด้วยความกลัวอย่างมาก เด็กอาจจะมีประสบการณ์ไม่ดีจากการถูกทำโทษ หรือเคยถูกทำร้ายจากคนรอบข้าง รึเปล่า และมาทำร้ายเพื่อนต่อ เป็นพลวัตทางจิตที่เราพบบ่อยๆ ในเด็กที่ทำร้ายเพื่อน ซึ่งเด็กที่แกล้งเพื่อนและเด็กที่ถูกแกล้งก็สมควรได้รับการช่วยเหลือ ดูแลทางด้านจิตใจเช่นกัน

3)แทนที่ครูจะถ่ายคลิปแล้วเอามาลงยูทูบ ครูควรจะคุยกับเด็กส่วนตัว ไม่ขู่ให้กลัว สร้างแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม เรียกพ่อแม่คุยถึงลักษณะนิสัยใจคอของเด็กเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปมากกว่า

 

.

 

หมอเข้าใจว่าคุณครูมีความปรารถนาดีที่จะปรับพฤติกรรมของเด็ก แต่เรื่องของความรู้สึกเป็นเรื่องที่เราต้องมีความละเอียดอ่อน แถมโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่ใครๆก็สามารถโพสต์อะไรก็ตามที่ต้องการลงไป เพียงแค่กดปุ่มเดียว ทุกอย่างก็จะกระจายไปทั่ว

เพราะฉะนั้นคนที่ใช้โซเชียลมีเดียต้องมีความรับผิดชอบ มีสติรู้ตัว ในการกระทำของตัวเองเสมอ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะมากกว่าเด็กๆนะคะ

 

#หมอมินบานเย็น

____________________

 

ขอบคุณเนื้อหาจาก เฟซบุ๊คเพจ “เข็นเด็กขึ้นภูเขา”

เรื่องล่าสุดของหมวด สุขภาพใจ-สมอง

ดูหมวด สุขภาพใจ-สมอง ทั้งหมด