ยิ่งซักยิ่งเหม็น? เปิดสาเหตุที่ผ้าสะอาดแล้วกลับมีกลิ่นอับ และวิธีซักให้หอมสดชื่น

ยิ่งซักยิ่งเหม็น? เปิดสาเหตุที่ผ้าสะอาดแล้วกลับมีกลิ่นอับ และวิธีซักให้หอมสดชื่น

ยิ่งซักยิ่งเหม็น? เปิดสาเหตุที่ผ้าสะอาดแล้วกลับมีกลิ่นอับ และวิธีซักให้หอมสดชื่น
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เคยไหม? เสื้อผ้าที่นำไปซักดูสะอาดดี แต่พอเอาออกจากเครื่องกลับมีกลิ่นแปลก ๆ หรือช่วงแรกหลังตากเหมือนจะหอม แต่เมื่อเก็บเข้าตู้ไปสักพักกลับมีกลิ่นอับอีกครั้ง จนต้องนำมาซักใหม่ซ้ำ ๆ

ที่น่าแปลกคือ ยิ่งซักหลายครั้ง กลิ่นกลับยิ่งเหมือนติดอยู่กับเนื้อผ้า

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะน้ำยาซักผ้าไม่แรงพอ จึงเพิ่มปริมาณหรือเติมน้ำยาปรับผ้านุ่มมากขึ้น แต่จริง ๆ แล้วปัญหาอาจอยู่ที่ วิธีซัก เครื่องซักผ้า การตาก และการจัดการความชื้น มากกว่าตัวน้ำยาซักผ้าเพียงอย่างเดียว

1. ทำไม “ผ้าสะอาด” ถึงยังมีกลิ่นอับ?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ความสะอาดที่มองเห็นด้วยตา ไม่ได้เท่ากับการไม่มีสิ่งตกค้างที่ทำให้เกิดกลิ่น

เสื้อผ้าที่ผ่านการใช้งานอาจมีเหงื่อ ไขมันจากผิว เซลล์ผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และสิ่งสกปรกอื่น ๆ เกาะอยู่บนเส้นใย

หากกระบวนการซักและล้างไม่สามารถจัดการสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม ก็อาจเหลือสารตกค้างอยู่ แม้เสื้อจะดูไม่มีคราบแล้วก็ตาม

เมื่อผ้ายังชื้นหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อับ สิ่งที่ตกค้างเหล่านี้อาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ขึ้นมาได้

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “มองด้วยตาแล้วสะอาด” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีกลิ่นแน่นอน”

2. ยิ่งใส่น้ำยาซักผ้าเยอะ ยิ่งสะอาดจริงหรือ?

ไม่จำเป็นค่ะ

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยมาก เมื่อซักแล้วมีกลิ่น หลายคนจะเพิ่มน้ำยาซักผ้าหรือใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มมากขึ้น

แต่การใช้ผลิตภัณฑ์เกินปริมาณที่แนะนำอาจทำให้เกิดสารตกค้างบนเสื้อผ้าได้ โดยเฉพาะถ้าการล้างทำได้ไม่ทั่วถึง

ทางที่ดีกว่าคือ ใช้ตามปริมาณที่ฉลากแนะนำและเหมาะกับปริมาณผ้า

จำง่าย ๆ ว่า

“กลิ่นอับไม่ได้แปลว่าต้องเพิ่มน้ำยา แต่ต้องหาสาเหตุให้เจอ”

3. จุดที่หลายคนไม่ทันคิด: เครื่องซักผ้าก็อาจมีกลิ่น

ถ้าซักผ้าหลายครั้งแล้วมีกลิ่นอับเหมือนเดิม ลองหยุดโทษเสื้อผ้าสักครู่ แล้วหันมาดู เครื่องซักผ้า

ภายในเครื่องมีทั้งความชื้น น้ำ และสิ่งตกค้างจากการซัก หากดูแลไม่เหมาะสม อาจเกิดคราบหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์บริเวณต่าง ๆ เช่น

  • ช่องใส่น้ำยาซักผ้า
  • ช่องน้ำยาปรับผ้านุ่ม
  • ขอบยางประตูของเครื่องฝาหน้า
  • ถังซัก
  • ตัวกรองหรือบริเวณที่มีสิ่งสกปรกสะสม

หากเครื่องมีกลิ่นอยู่แล้ว กลิ่นนั้นก็อาจส่งผลต่อเสื้อผ้าที่นำมาซักได้

ดังนั้น ถ้าซักเท่าไรก็ยังเหม็น ลองเช็กเครื่องซักผ้าด้วย

4. ใส่ผ้าแน่นเกินไป อาจเป็นสาเหตุที่คาดไม่ถึง

การพยายามยัดผ้าให้เต็มเครื่องเพื่อประหยัดจำนวนรอบซัก อาจดูเหมือนช่วยประหยัดเวลาและน้ำ แต่หากแน่นเกินไป เสื้อผ้าอาจเคลื่อนตัวได้ไม่ดี

ผลคือ น้ำและผลิตภัณฑ์ซักผ้าอาจกระจายตัวไม่ทั่วถึง และการล้างสารตกค้างก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

วิธีง่าย ๆ คืออย่าอัดผ้าจนแน่นถัง และควรยึดตามน้ำหนักผ้าที่เครื่องรุ่นนั้นรองรับ

5. ซักเสร็จแล้วแต่ปล่อยผ้าค้างเครื่อง = กลิ่นอับมาได้ง่าย

นี่เป็นพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัว

ซักผ้าเสร็จตอนกลางคืน แต่ไม่มีเวลาตาก จึงปล่อยไว้ในเครื่องจนเช้า หรือบางครั้งลืมเอาออกไปหลายชั่วโมง

เสื้อผ้าที่เปียกจะอยู่ในสภาพ ชื้น อุ่น และอากาศถ่ายเทไม่ดี

สภาพดังกล่าวไม่เหมาะกับการรักษาความสดชื่นของผ้า และอาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้

ดังนั้น ซักเสร็จแล้วควรนำผ้าออกจากเครื่องและตากโดยเร็วที่สุด

6. ตากผ้าไม่แห้งสนิท ต่อให้ใช้น้ำยาหอมแค่ไหนก็เอาไม่อยู่

บางครั้งเราคิดว่าผ้าแห้งแล้ว เพราะด้านนอกไม่เปียก แต่บริเวณที่หนาหรือพับซ้อนกันอาจยังมีความชื้นอยู่

โดยเฉพาะ

  • ผ้าขนหนู
  • ขอบเอว
  • รักแร้
  • ตะเข็บ
  • เสื้อผ้าหลายชั้น

หากนำไปพับเก็บทั้งที่ยังมีความชื้น กลิ่นอับสามารถกลับมาได้

ผ้าต้องแห้งสนิทก่อนนำเข้าตู้

7. ตากผ้าในห้องก็ได้ แต่ต้อง “อากาศถ่ายเท”

การตากในร่มไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าพื้นที่นั้นปิดสนิทและอากาศไม่ไหลเวียน ผ้าจะใช้เวลานานกว่าจะแห้ง

และยิ่งผ้าแห้งช้า ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์

หากจำเป็นต้องตากในบ้าน ควรเลือกบริเวณที่มีอากาศหมุนเวียน และไม่แขวนเสื้อผ้าชิดกันจนเกินไป

หลักสำคัญไม่ใช่แค่ “ตากแดด” แต่คือ “ทำให้ผ้าแห้งอย่างเหมาะสม”

8. อย่าแขวนเสื้อผ้าชิดกันจนเกินไป

นี่เป็นอีกเรื่องเล็ก ๆ ที่ส่งผลมากกว่าที่คิด

หากแขวนเสื้อหลายตัวเบียดกัน ความชื้นที่อยู่ในเนื้อผ้าจะระเหยออกได้ช้าลง

ควรเว้นระยะระหว่างเสื้อให้มีอากาศผ่าน และคลี่ส่วนที่หนาออกให้มากที่สุด

โดยเฉพาะวันที่อากาศชื้นหรือฝนตก วิธีนี้ช่วยให้ผ้าแห้งได้มีประสิทธิภาพขึ้น

9. เสื้อออกกำลังกายอาจต้องดูแลต่างจากเสื้อทั่วไป

เสื้อกีฬาและชุดออกกำลังกายจำนวนมากทำจากเส้นใยสังเคราะห์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการความชื้น

เหงื่อ ไขมันจากผิว และสารจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกายอาจตกค้างบนเส้นใยได้ และทำให้เกิดกลิ่นได้ง่ายหากซักไม่เหมาะสม

จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนป้ายเสื้อ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตระบุว่าไม่ควรใช้กับผ้าชนิดนั้น

10. แล้วน้ำยาปรับผ้านุ่มช่วยกำจัดกลิ่นอับหรือไม่?

ไม่ควรมองว่าน้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นตัวกำจัดต้นเหตุของกลิ่นอับ

น้ำยาปรับผ้านุ่มมีหน้าที่หลักในการปรับสภาพเส้นใย ช่วยให้ผ้ารู้สึกนุ่ม ลดไฟฟ้าสถิต และเพิ่มกลิ่นหอมในผลิตภัณฑ์บางชนิด

แต่กลิ่นหอมไม่เท่ากับการกำจัดต้นเหตุของกลิ่น

ถ้าเสื้อผ้ายังมีคราบเหงื่อหรือสิ่งตกค้างอยู่ การเพิ่มน้ำยาปรับผ้านุ่มอาจเพียงทำให้ “กลิ่นหอมกับกลิ่นไม่พึงประสงค์อยู่ร่วมกัน” แทนที่จะจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ

สรุป: “ยิ่งซักยิ่งเหม็น” อาจไม่ได้แปลว่าผ้าสกปรกกว่าเดิม

หากซักแล้วเสื้อผ้ายังมีกลิ่นอับ อย่าเพิ่งเพิ่มน้ำยาซักผ้าหรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะปัญหาอาจอยู่ที่ เครื่องซักผ้า ปริมาณผ้าที่มากเกินไป การปล่อยผ้าเปียกค้างเครื่อง การตากที่อากาศไม่ถ่ายเท หรือการเก็บผ้าที่ยังมีความชื้น

หัวใจสำคัญคือ ซักให้เหมาะกับชนิดของผ้า → ใช้ผลิตภัณฑ์ในปริมาณพอดี → ล้างให้เหมาะสม → นำผ้าออกจากเครื่องเร็ว → ตากให้แห้งสนิท → เก็บในที่แห้งและอากาศถ่ายเท

และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าใช้ “กลิ่นหอม” เป็นตัวชี้วัดความสะอาดเพียงอย่างเดียว เพราะผ้าที่สะอาดและดูแลถูกวิธี ไม่จำเป็นต้องมีกลิ่นน้ำหอมแรงที่สุด แต่ควรสะอาด แห้งสนิท และไม่มีกลิ่นอับ

อ่านเพิ่มเติม ยิ่งหอมยิ่งไม่ดี ทำไมชุดออกกำลังกายถึงไม่ควรใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล