หนังรอบเล็บฉีกง่าย เกิดจากอะไร? รู้จักสาเหตุและสัญญาณสุขภาพที่ควรสังเกต

หนังรอบเล็บฉีกง่าย เกิดจากอะไร? รู้จักสาเหตุและสัญญาณสุขภาพที่ควรสังเกต

หนังรอบเล็บฉีกง่าย เกิดจากอะไร? รู้จักสาเหตุและสัญญาณสุขภาพที่ควรสังเกต
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หนังรอบเล็บฉีกง่าย เกิดจากอะไร? รู้จักสาเหตุและสัญญาณสุขภาพที่ควรสังเกต

เคยไหม? แค่ล้างมือ เช็ดมือ หรือเผลอไปเกี่ยวอะไรเล็กน้อย หนังบริเวณข้างเล็บก็ฉีกจนเจ็บ บางครั้งมีเลือดออกหรือกลายเป็นแผลอักเสบตามมา หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ หรือเกิดจากผิวแห้งเท่านั้น

แต่จริง ๆ แล้ว หนังรอบเล็บฉีกง่ายมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้ผิวแห้ง การสัมผัสน้ำและสารเคมี ไปจนถึงการทำเล็บและการอักเสบของผิวรอบเล็บ

ที่สำคัญคือ อาการนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคหรือขาดวิตามินเสมอไป การดูว่าหนังฉีกง่ายแค่ไหน มีอาการเจ็บ บวม แดง หรือมีหนองร่วมด้วยหรือไม่ จะช่วยให้ประเมินสถานการณ์ได้ดีขึ้น

หนังรอบเล็บที่ฉีกออกมา เรียกว่าอะไร?

สิ่งที่หลายคนเรียกว่า “หนังข้างเล็บ” หรือ “หนังฉีกข้างเล็บ” มักเป็นชิ้นส่วนของผิวหนังบริเวณรอบเล็บที่แห้ง แตก และแยกออกจากผิว

ในภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Hangnail

สิ่งสำคัญคือมันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเล็บโดยตรง แต่เป็นผิวหนังรอบ ๆ เล็บที่เกิดการฉีกขาด

แม้จะเป็นแผลเล็ก ๆ แต่บริเวณนี้มีโอกาสเจ็บและติดเชื้อได้ เพราะอยู่ใกล้กับมือที่ต้องสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน

1. ผิวแห้ง เป็นสาเหตุใกล้ตัวที่พบได้บ่อย

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ผิวบริเวณรอบเล็บขาดความชุ่มชื้น

การล้างมือบ่อย การใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รวมถึงสภาพอากาศที่แห้ง สามารถทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เมื่อผิวแห้งมากขึ้นก็อาจเกิดการแตกและฉีกได้ง่าย

คนที่ต้องล้างมือหรือสัมผัสน้ำบ่อย ๆ จึงอาจพบปัญหานี้ได้มากกว่าปกติ

วิธีดูแลง่าย ๆ: หลังล้างมือควรซับให้แห้งและทามอยส์เจอไรเซอร์บริเวณมือ รวมถึงรอบเล็บเป็นประจำ

2. สบู่และสารเคมีอาจทำให้ผิวรอบเล็บระคายเคือง

นอกจากน้ำแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่มือสัมผัสเป็นประจำก็มีส่วนทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองได้ เช่น

  • น้ำยาล้างจาน
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน
  • สบู่
  • แอลกอฮอล์ล้างมือ
  • ผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ใช้ในการทำเล็บ

หากสังเกตว่าหนังรอบเล็บแห้ง ลอก หรือฉีกบ่อยในช่วงที่ต้องสัมผัสผลิตภัณฑ์เหล่านี้มากขึ้น อาจลองลดการสัมผัสโดยตรงและดูแลความชุ่มชื้นของผิวให้มากขึ้น

3. การแกะ กัด หรือตัดหนังรอบเล็บมากเกินไป

พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัว เช่น แกะหนังข้างเล็บ กัดเล็บ ดึงหนังที่กำลังลอก หรือใช้กรรไกรตัดหนังลึกเกินไป สามารถทำให้เกิดบาดแผลได้

เมื่อผิวได้รับความเสียหายซ้ำ ๆ บริเวณเดิมก็อาจฉีกง่ายและเกิดการอักเสบได้

หากมีหนังที่ยื่นออกมา ไม่ควรดึงออกด้วยมือ เพราะอาจทำให้แผลฉีกลึกกว่าเดิม

4. การทำเล็บก็มีส่วนได้ หากดูแลผิวรอบเล็บไม่เหมาะสม

คนที่ทำเล็บเป็นประจำควรใส่ใจผิวรอบเล็บเป็นพิเศษ

การตัดหนังกำพร้าออกมากเกินไป การดันหนังแรง ๆ หรือการใช้อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ อาจทำให้บริเวณรอบเล็บระคายเคืองหรือเกิดแผลเล็ก ๆ

ดังนั้นการทำเล็บที่ดีไม่ใช่เพียงเลือกสีหรือรูปทรงที่สวย แต่ควรให้ความสำคัญกับ ความสะอาดของอุปกรณ์และการดูแลผิวรอบเล็บ ด้วย

5. หนังรอบเล็บฉีกง่าย อาจเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังบางชนิด

หากไม่ได้มีเพียงหนังฉีก แต่ยังพบว่า ผิวรอบเล็บแห้งมาก แดง คัน ลอก หรือเป็นซ้ำ ๆ อาจมีปัญหาผิวหนังร่วมด้วย เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบหรือผิวหนังอักเสบบริเวณมือ

กรณีนี้การทาครีมอย่างเดียวอาจช่วยได้ไม่เต็มที่ หากยังมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอยู่

หากอาการเป็นเรื้อรังหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสม

6. หนังรอบเล็บฉีกแล้วบวม แดง หรือมีหนอง ต้องระวังการติดเชื้อ

จุดนี้เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการฉีกของหนังเพียงอย่างเดียว

หากหลังจากหนังรอบเล็บฉีกแล้วพบว่า

  • บวม
  • แดง
  • ร้อน
  • ปวดหรือเต้นตุบ ๆ
  • มีหนอง
  • กดแล้วเจ็บมากขึ้น

อาจเป็นสัญญาณของ การอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณรอบเล็บ

ไม่ควรแกะ บีบ หรือเจาะแผลด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้การอักเสบแย่ลง

7. หนังฉีกง่ายไม่ได้แปลว่า “ขาดวิตามิน” เสมอไป

นี่เป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด

เมื่อเห็นหนังข้างเล็บฉีกบ่อย บางคนอาจรีบหาซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมมากิน เพราะคิดว่าเป็นสัญญาณว่าร่างกายขาดสารอาหาร

แต่ในความเป็นจริง หนังรอบเล็บฉีกง่ายไม่ได้เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าขาดวิตามินชนิดใด

สาเหตุที่พบได้บ่อยกว่าคือผิวแห้ง การระคายเคือง การสัมผัสสารเคมี การกัดหรือแกะหนัง และการบาดเจ็บจากการทำเล็บ

หากสงสัยว่ามีภาวะขาดสารอาหารจริง ควรพิจารณาจากอาหารที่รับประทาน สุขภาพโดยรวม และอาการอื่น ๆ ร่วมกัน

เช็กตัวเองง่าย ๆ หนังรอบเล็บฉีกเพราะอะไร?

ก่อนจะกังวลว่าเป็นโรค ลองสังเกตตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้

  •  ช่วงนี้ล้างมือบ่อยหรือไม่?

หากต้องล้างมือบ่อยหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเป็นประจำ ผิวรอบเล็บอาจแห้งและแตกง่ายขึ้น

  •  เพิ่งทำเล็บหรือตัดหนังรอบเล็บหรือไม่?

ถ้าเริ่มฉีกหลังทำเล็บ อาจเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองหรือการบาดเจ็บบริเวณนั้น

  •  มีนิสัยกัดหรือแกะหนังหรือไม่?

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ และทำให้หนังฉีกซ้ำได้

  •  ผิวมือแห้งมากหรือเปล่า?

หากมือแห้ง ลอก และเป็นขุยร่วมด้วย การเพิ่มความชุ่มชื้นอาจช่วยลดปัญหาได้

  •  มีอาการบวม แดง หรือมีหนองหรือไม่?

หากมีอาการเหล่านี้ ต้องระวังการติดเชื้อและควรประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

หนังรอบเล็บฉีกแล้วควรทำอย่างไร?

หากเป็นเพียงหนังชิ้นเล็ก ๆ ที่ฉีกออกมาและยังไม่มีสัญญาณติดเชื้อ สามารถดูแลเบื้องต้นได้

อย่าดึงหนังออกด้วยมือ

หากมีส่วนของหนังที่ยื่นออกมาและรำคาญ ควรใช้กรรไกรหรือคีมตัดเล็บที่สะอาดตัดเฉพาะส่วนที่หลุดออกอย่างระมัดระวัง ไม่ควรตัดลึกเข้าไปในผิวที่ยังติดอยู่

จากนั้นรักษาความสะอาดและทามอยส์เจอไรเซอร์บริเวณรอบเล็บเพื่อลดความแห้ง

5 วิธีป้องกันหนังรอบเล็บฉีกง่าย

1. ทาครีมหลังล้างมือ

อย่าดูแลเฉพาะเล็บ แต่ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ให้ทั่วมือและบริเวณรอบเล็บด้วย

2. ใส่ถุงมือเมื่อต้องสัมผัสสารทำความสะอาด

โดยเฉพาะเวลาล้างจานหรือทำความสะอาดบ้านเป็นเวลานาน

3. เลิกแกะหนังข้างเล็บ

หากเห็นหนังลอก อย่าดึง เพราะอาจทำให้เกิดแผลลึกกว่าเดิม

4. อย่าตัดหนังกำพร้าลึกเกินไป

การดูแลเล็บควรหลีกเลี่ยงการทำให้ผิวรอบเล็บได้รับบาดเจ็บ

5. ดูแลเล็บและมืออย่างสม่ำเสมอ

เล็บที่แข็งแรงควรดูแลควบคู่กับผิวหนังรอบเล็บ เพราะทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวข้องกันในการปกป้องปลายนิ้ว

หนังรอบเล็บฉีกแบบไหนควรพบแพทย์?

หนังฉีกเล็ก ๆ ครั้งคราวอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ควรพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เช่น

หนังรอบเล็บบวม แดง ร้อน และปวดมากขึ้น

มีหนองหรือของเหลวไหลออกจากบริเวณรอบเล็บ

แผลไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย

เล็บเริ่มเปลี่ยนสี รูปร่าง หรือแยกออกจากผิว

มีผื่น คัน หรือลอกบริเวณมือและรอบเล็บอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรใส่ใจกับแผลบริเวณมือและเล็บเป็นพิเศษ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ

สรุป: หนังรอบเล็บฉีกง่าย อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นโรค

หนังรอบเล็บฉีกง่ายส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าร่างกายกำลังมีโรคร้าย สาเหตุใกล้ตัวอย่างผิวแห้ง การล้างมือบ่อย การสัมผัสสารเคมี การกัดหรือแกะหนัง รวมถึงการทำเล็บ ล้วนเป็นปัจจัยที่พบได้

สิ่งที่ควรสังเกตมากกว่าการฉีกของหนังเพียงอย่างเดียวคือ มีอาการบวม แดง ร้อน ปวด มีหนอง หรือการเปลี่ยนแปลงของเล็บร่วมด้วยหรือไม่

เพราะหนังที่ฉีกอาจเป็นแผลเล็ก ๆ แต่ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี ก็สามารถนำไปสู่การอักเสบหรือติดเชื้อได้

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เห็นหนังข้างเล็บฉีก อย่าเพิ่งดึงออกทันที ลองหยุดสังเกตสักนิดว่าเกิดจากผิวแห้ง พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ หรือมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่ การรู้สาเหตุและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้มือและเล็บสุขภาพดีได้ในระยะยาวค่ะ

อ่านเพิ่มเติม เล็บเหลืองเกิดจากอะไรบ้าง? แบบไหนไม่อันตราย และแบบไหนควรตรวจ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล