คุณมี "กลิ่นแก่" ไหม? เปิด 5 วิธีสังเกตตัวเอง พร้อมวิธีลดกลิ่น

เช็กอย่างไรว่าเรามี “กลิ่นแก่” ไหม? 5 วิธีสังเกตตัวเอง เพราะดมจากผิวตรงๆ อาจไม่รู้
เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจเริ่มกังวลว่าตัวเองมีกลิ่นเฉพาะที่มักถูกเรียกว่า “กลิ่นแก่” หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อกลิ่นดังกล่าวอาจติดอยู่ตามเสื้อผ้า หมอน หรือภายในห้องนอน ขณะที่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย
ความจริงคือ กลิ่นตัวสามารถเปลี่ยนแปลงตามวัยได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีอายุมากขึ้นจะต้องมีกลิ่น และไม่ได้แปลว่าคนที่มีกลิ่นดังกล่าวดูแลความสะอาดไม่ดีเสมอไป เพราะยังเกี่ยวข้องกับสภาพผิว สุขภาพ ยาที่ใช้ อาหาร เหงื่อ เสื้อผ้า และสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย

“กลิ่นแก่” เกิดจากอะไร?
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Investigative Dermatology พบว่า สารระเหยชื่อ 2-Nonenal หรือ ทู-โนนีนาล อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นตัวตามอายุ สารนี้เกิดจากกระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันไม่อิ่มตัวบนผิวหนัง และมีกลิ่นที่มักถูกอธิบายว่าคล้ายกลิ่นมันหรือกลิ่นหญ้าอ่อนๆ
การศึกษาดังกล่าววิเคราะห์กลิ่นตัวของผู้มีอายุระหว่าง 26-75 ปี และพบสาร 2-Nonenal ในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่าเมื่ออายุครบ 40 ปีแล้วทุกคนจะเริ่มมีกลิ่นทันที หรือกลิ่นตัวทั้งหมดจะเกิดจากสารชนิดนี้เพียงอย่างเดียว
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งยังพบว่า ผู้ร่วมทดลองสามารถแยกกลิ่นจากคนต่างช่วงวัยได้ในระดับหนึ่ง แต่กลิ่นจากกลุ่มผู้สูงอายุกลับถูกประเมินว่าเบากว่าและไม่น่ารังเกียจเท่ากลิ่นจากกลุ่มวัยหนุ่มสาวและวัยกลางคน จึงไม่ควรเหมารวมว่า “กลิ่นตามวัย” จะต้องเป็นกลิ่นแรงหรือไม่พึงประสงค์เสมอไป
ทำไมเราจึงมักไม่ได้กลิ่นตัวเอง?
การดมบริเวณผิวหนังหรือเสื้อผ้าของตัวเองโดยตรงอาจไม่แม่นยำ เพราะเมื่อจมูกสัมผัสกับกลิ่นเดิมอย่างต่อเนื่อง ระบบรับกลิ่นจะค่อยๆ ลดการตอบสนองลง เรียกว่า การปรับตัวหรือความเคยชินต่อกลิ่น ทำให้กลิ่นที่คนอื่นสังเกตเห็นกลายเป็นกลิ่นพื้นหลังสำหรับเจ้าตัว
ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นที่ติดอยู่ในห้องนอน ตู้เสื้อผ้า หรือเครื่องนอน จนกว่าจะออกจากบริเวณนั้นไประยะหนึ่งแล้วกลับเข้ามาใหม่
5 วิธีสังเกตตัวเองว่ามีกลิ่นตามวัยหรือไม่
1. เริ่มตรวจหลังอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาด
ควรเริ่มจากการอาบน้ำ เช็ดตัวให้แห้ง และสวมเสื้อที่ซักสะอาด โดยหลีกเลี่ยงน้ำหอม โลชั่นที่มีกลิ่นแรง และผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มในวันที่ต้องการสังเกต เพราะกลิ่นจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจกลบกลิ่นตามธรรมชาติของผิว
จากนั้นใช้ชีวิตตามปกติประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวัน แล้วลองตรวจกลิ่นจากเสื้อผ้าแทนการดมผิวทันที วิธีนี้จะช่วยแยกกลิ่นจากผ้าเก่า เหงื่อสะสม หรือการไม่ได้อาบน้ำออกไปได้บางส่วน
2. เช็กกลิ่นบริเวณปกเสื้อ หน้าอก และแผ่นหลัง
หลังสวมเสื้อมาตลอดวัน ลองนำเสื้อออกมาดมบริเวณปกเสื้อ ช่วงหน้าอก และด้านหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่สัมผัสกับผิวและไขมันบนผิวเป็นเวลานาน หากมีกลิ่นมัน กลิ่นอับอ่อนๆ หรือกลิ่นเฉพาะที่กลับมาเป็นประจำ อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงของกลิ่นตัวตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นกลิ่นจาก 2-Nonenal เพราะจมูกไม่สามารถแยกสารเคมีแต่ละชนิดได้อย่างแน่นอน กลิ่นที่พบอาจมาจากเหงื่อ เชื้อจุลินทรีย์บนผิว ผ้าที่ตากไม่แห้ง หรือผลิตภัณฑ์ซักผ้าก็ได้
3. ออกจากห้องแล้วกลับเข้ามาใหม่
ลองเปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท จากนั้นออกจากห้องนอนหรือบ้านไปอยู่ในพื้นที่อื่นประมาณหนึ่งระยะ เมื่อกลับเข้ามาให้สังเกตกลิ่นแรกที่รับรู้ได้ก่อนที่จมูกจะเริ่มคุ้นชินอีกครั้ง
หากได้กลิ่นอับชัดเจน ควรตรวจหาต้นตอแยกกัน ทั้งที่นอน ผ้าม่าน ตู้เสื้อผ้า รองเท้า ห้องน้ำ ความชื้น หรือเชื้อรา เพราะกลิ่นภายในบ้านไม่ได้หมายความว่ามาจากร่างกายของผู้อยู่อาศัยเสมอไป
4. ตรวจหมอน ผ้าห่ม และผ้าเช็ดตัว
กลิ่นจากผิวและเส้นผมสามารถสะสมบนปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และผ้าเช็ดตัวได้ โดยเฉพาะสิ่งของที่ใช้งานต่อเนื่องหลายวัน ลองตรวจกลิ่นหลังนำออกจากห้องหรือก่อนนำไปซัก จะช่วยให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าการดมตัวเอง
หากซักและตากจนแห้งสนิทแล้วกลิ่นหายไป ปัญหาอาจมาจากการสะสมบนเนื้อผ้า แต่หากกลิ่นกลับมาอย่างรวดเร็ว อาจต้องพิจารณาทั้งกลิ่นจากผิว เหงื่อ ความชื้นในห้อง และสุขภาพโดยรวมร่วมกัน
5. ถามคนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้
วิธีที่ตรงที่สุดคือขอให้สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทช่วยบอกอย่างสุภาพและตรงไปตรงมา โดยอาจถามว่า “ช่วงนี้สังเกตว่ากลิ่นตัวหรือกลิ่นเสื้อผ้าเราเปลี่ยนไปไหม” แทนการถามนำว่า “เรามีกลิ่นแก่หรือเปล่า”
ควรถามในวันที่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดแล้ว เพื่อไม่ให้กลิ่นจากเหงื่อหลังออกกำลังกายหรือเสื้อผ้าที่ใช้มาทั้งวันรบกวนการประเมิน และอาจถามมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วงเวลาที่ต่างกัน ไม่ควรตัดสินจากความเห็นเพียงครั้งเดียว

แยกให้ออกระหว่างกลิ่นตามวัยกับกลิ่นจากสาเหตุอื่น
กลิ่นที่ติดอยู่บนร่างกายไม่ได้เกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว เหงื่อที่ผสมกับจุลินทรีย์บนผิว เสื้อผ้าที่อับชื้น อาหารบางชนิด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ยาบางประเภท และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ล้วนทำให้กลิ่นตัวเปลี่ยนไปได้
อากาศร้อน การออกกำลังกาย ภาวะเหงื่อออกมาก โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ และยาบางชนิดก็อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเหงื่อหรือกลิ่นตัวได้เช่นกัน แต่ไม่สามารถวินิจฉัยโรคจากลักษณะของกลิ่นเพียงอย่างเดียว
หากกลิ่นมาจากปาก ควรตรวจสุขภาพช่องปาก เหงือก ฟัน และภาวะปากแห้ง หากมาจากเท้าหรือข้อพับ ควรสังเกตว่ามีผื่น คัน ผิวลอก แผล หรือการติดเชื้อร่วมด้วยหรือไม่
ทำแบบทดสอบง่ายๆ ภายใน 7 วัน
หากยังไม่แน่ใจ ลองทดลองดูแลตัวเองและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องประมาณ 7 วัน โดยอาบน้ำด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน เช็ดข้อพับให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน และซักผ้าเช็ดตัว ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน รวมถึงเปิดห้องให้อากาศถ่ายเท
ระหว่างนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมแรงเพื่อกลบกลิ่น และจดบันทึกว่ากลิ่นยังคงกลับมาหรือไม่ หากกลิ่นลดลงอย่างชัดเจน อาจเกี่ยวข้องกับการสะสมบนผิว เสื้อผ้า หรือสภาพแวดล้อมมากกว่าอายุเพียงอย่างเดียว
หากกลิ่นยังคงชัดเจนแม้ดูแลความสะอาดแล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอาย แต่สามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินสภาพผิว เหงื่อ ยาที่ใช้ และสาเหตุอื่นเพิ่มเติมได้
วิธีลดกลิ่นตัวตามวัย
- อาบน้ำและทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน ไม่ขัดแรงจนผิวระคายเคือง
- เช็ดบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม ซอกนิ้วเท้า และข้อพับให้แห้ง
- เปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเหงื่อออก และเลือกเนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
- ซักผ้าเช็ดตัว ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และผ้าห่มอย่างสม่ำเสมอ
- เปิดห้องให้อากาศถ่ายเท และตรวจหาความชื้นหรือเชื้อรา
- ดูแลสุขภาพช่องปาก ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และควบคุมโรคประจำตัว
- หลีกเลี่ยงการฉีดน้ำหอมปริมาณมากเพื่อกลบกลิ่น เพราะอาจระคายเคืองผิว
แนวทางพื้นฐานในการจัดการกลิ่นตัวคือการรักษาผิวให้สะอาดและแห้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าสม่ำเสมอ และเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หากกลิ่นไม่ดีขึ้นหลังดูแลด้วยตนเอง ควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
สัญญาณแบบไหนควรไปพบแพทย์?
หากกลิ่นตัวค่อยๆ เปลี่ยนตามวัยโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่น มักไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ควรพบแพทย์หากกลิ่นเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน รุนแรงขึ้นมาก หรือไม่ดีขึ้นหลังดูแลความสะอาดอย่างเหมาะสม
ควรเข้ารับการตรวจหากมีเหงื่อออกมากกว่าปกติอย่างชัดเจน มีกลิ่นร่วมกับผื่น แผล มีหนอง ไข้ บวม อ่อนเพลียผิดปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือกลิ่นเริ่มกระทบความมั่นใจและการใช้ชีวิตประจำวัน โดย NHS แนะนำให้พบแพทย์เมื่อกลิ่นตามปกติเปลี่ยนไป หรือเริ่มมีเหงื่อออกมากผิดปกติ
สรุป ดมตัวเองอาจไม่รู้ ต้องสังเกตหลายด้านร่วมกัน
การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นตัวตามอายุมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ และสาร 2-Nonenal อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องมี “กลิ่นแก่” หรือกลิ่นดังกล่าวจะสะท้อนถึงความไม่สะอาด
การตรวจเสื้อผ้า เครื่องนอน และห้องหลังออกไปสูดอากาศภายนอก รวมถึงการถามคนใกล้ชิดอย่างสุภาพ อาจช่วยให้สังเกตตัวเองได้ดีกว่าการดมผิวโดยตรง อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีดมกลิ่นที่บ้านซึ่งสามารถยืนยันได้แน่นอนว่าเป็นสาร 2-Nonenal
สิ่งสำคัญคือไม่ควรกังวลหรือตีตราตัวเองจากกลิ่นเพียงอย่างเดียว หากกลิ่นเปลี่ยนผิดปกติหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรตรวจหาสาเหตุจากแพทย์ ส่วนกลิ่นที่เปลี่ยนไปตามวัยสามารถดูแลให้ลดลงได้ด้วยสุขอนามัยที่เหมาะสม การดูแลเสื้อผ้า เครื่องนอน และสุขภาพโดยรวม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี