“แมลงกัด-ต่อย” แบบไหนควรไปโรงพยาบาล ?

“แมลงกัด-ต่อย” แบบไหนควรไปโรงพยาบาล ?

ในสภาพอากาศร้อนชื้นในบ้านเรา เป็นภูมิอากาศที่ดีของแมลงต่าง ๆ หลากหลายสายพันธุ์ มีตั้งแต่แมลงเล็ก ๆ แต่กัดเจ็บและคันยิบ ๆ อย่าง มด ไปจนถึงแมลงที่ใครหลายคนกลัวเพราะมีพิษ อย่าง แมงมุมมีพิษ ผึ้ง ตัวต่อ แมลงก้นกระดก เป็นต้น หากมีอาการไม่รุนแรง สามารถรักษาเองที่บ้านได้ แต่หากมีอาการรุนแรงผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเกิดอาการแพ้ต่อพิษของแมลงได้

>> "แมลงก้นกระดก" อันตรายช่วงปลายฤดูฝน ที่ก่อให้เกิด "ผิวหนังอักเสบ"

 
อันตรายจากแมลงสัตว์กัดต่อย

ศ.ดร.นพ. เผด็จ สิริยะเสถียร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย หากเป็นแมลงที่ไม่มีพิษ หรือมีพิษอ่อน ๆ ที่ร่างกายสามารถฟื้นฟูได้เองอย่าง ยุง มด เราอาจปล่อยให้แผลบวม ๆ คัน ๆ ที่เกิดขึ้นหายเอง หรือทายาเพื่อเร่งการรักษาให้หายไวขึ้น ไม่ทิ้งรอยเการอยดำเอาไว้ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ คุณอาจมีอาการแพ้ต่อแมลงเหล่านั้น ซึ่งหากมีอาการแพ้แบบไม่เคยทราบมาก่อน และมีอาการแพ้รุนแรง อาจเป็นอันตรายได้

 
วิธีสังเกตว่าแพ้แมลงกัดต่อยหรือไม่

หากไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีอาการแพ้ต่อแมลงชนิดใดกัดหรือต่อยมาก่อนหรือไม่ ให้สังเกตอาการหลังโดนแมลงกัดต่อยราว 15-30 นาทีว่ามีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ เช่น ใบหน้าบวม ดวงตา หรือริมฝีปากบวม หายใจติดขัด หรือเริ่มหายใจไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์

 
โดนแมลงกัดต่อยแบบนี้ ควรไปโรงพยาบาล

  • โดนแมลงมีพิษ เช่น ผึ้ง ต่อ ต่อยเกินกว่า 5 ตำแหน่ง เพราะอาจได้รับพิษรุนแรง และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนใน 2-3 วันต่อมา และอาจเสี่ยงเสียชีวิตได้

  • มีอาการอื่น ๆ นอกจากมีแผล เช่น ใบหน้า ตา ริมฝีปากบวม หายใจติดขัด หายใจไม่ค่อยออก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
  • แผลจากแผลงกัดต่อยไม่มีอาการดีขึ้นภายใน 1 อาทิตย์ และ/หรือ มีอาการบวมแดง มีตุ่มน้ำใส ๆ เกิดขึ้น อาจเป็นผลมาจากพิษของแมลงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ หรืออักเสบ


วิธีรักษาแผลแมลงกัดต่อย หากไม่มีอาการแพ้

  1. ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเปล่า หรือน้ำเกลือล้างแผล

  2. ถ้ามีเหล็กในให้คีบออก โดยใช้อุปกรณ์ หรือที่คีบเล็ก ๆ คีบใกล้ ๆ เหล็กใน ระวังอย่าบีบโดนถุงน้ำพิษ เพราะจะทำให้พิษปล่อยลงไปในผิวหนังมากขึ้น

  3. ไม่ควรใช้สมุนไพรโปะลงไปบนแผล เพราะอาจไม่สะอาด และอาจทำให้เสี่ยงแผลติดเชื้อได้

  4. ไม่ควรบีบ หรือนวดบริเวณแผล เพราะอาจทำให้แผลบวมอักเสบมากกว่าเดิม

  5. รับประทานยาแก้ปวด เมื่อมีอาการปวด

  6. สังเกตอาการ หากพบอาการผิดปกติ ควรไปพบแพทย์