แผล "เบาหวาน" ติดเชื้อง่ายหายยาก รีบรักษาก่อนลุกลามถูก "ตัดเท้า"

แผล "เบาหวาน" ติดเชื้อง่ายหายยาก รีบรักษาก่อนลุกลามถูก "ตัดเท้า"
S! Health (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

ปัจจุบัน "เบาหวาน" ถือเป็นปัญหาสำคัญ ที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาหลายประการ ที่สำคัญคือ "การเกิดแผลเบาหวาน"

ดูละครแล้วย้อนดูตัว... คำนี้เชื่อว่าคงคุ้นหู หากใครเป็นแฟนละครกรงกรรมที่นางย้อยเป็นเบาหวานแล้วลุกลามจนเป็นแผล และไม่ยอมที่จะถูกตัดขา เพราะเรื่องที่น่าห่วงของคนไข้โรคเบาหวานคือ เมื่อเกิดบาดแผลแล้วอาจติดเชื้อได้ง่ายและหายยาก ทางที่ดีคนไข้ควรใส่ใจดูแล อย่าละเลยจนเกิดบาดแผล

แผลเบาหวาน เกิดขึ้นได้อย่างไร?

พญ.สุทธาทิพย์ เวชวิทย์วรากุล แพทย์ด้านศัลยศาสตร์หลอดเลือด โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า แผลเบาหวาน เป็นบาดแผลเรื้อรังที่พบได้บ่อย สาเหตุหลักๆ มักจะเกิดกับผู้เป็นเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงที่ระบบประสาทส่วนปลาย รวมถึงหลอดเลือดส่วนปลายจะเสียหาย ส่งผลให้เส้นเลือดตีบและอุดตันในที่สุด เมื่อเท้าเกิดการขาดเลือด ส่งผลให้แผลหายยากเพราะไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีระบบประสาทรับความรู้สึกเสื่อมรับความรู้สึกได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย จึงเกิดอาการชา ไม่รู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัสความร้อนหรือเย็น มีแผล หรือแม้กระทั่งบางอย่างที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เช่นเล็บขบ เป็นสาเหตุทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อได้ง่าย เมื่อเป็นแผลที่เท้าในช่วงแรกมักไม่รู้สึก กว่าจะรู้ตัวแผลก็ลุกลามไปมากแล้ว ทำให้รักษายาก ขบวนการการรักษาแผลของร่างกายเป็นไปอย่างล่าช้า อีกทั้งการที่ระบบประสาทสั่งการผิดปกติก็ทำให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ เท้าเกิดการผิดรูปบิดเบี้ยว เนื้อบริเวณปุ่มกระดูกบางแห่งต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกิดเป็นแผลได้เช่นกัน และหากมีการติดเชื้อรุนแรงร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจต้องถูกตัดเท้าหรือขา


กลุ่มเสี่ยงเกิดแผลเบาหวาน

กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดแผลเบาหวาน คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นแผลเบาหวานเรื้อรังมานาน 5-10 ปี ยิ่งเป็นโรคเบาหวานมานานหลายปียิ่งเสี่ยงที่จะเกิดบาดแผล


ปัจจัยในการเป็นแผลเบาหวาน

ปัจจัยในการเป็นแผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานคือคนที่เป็นโรคเบาหวานเรื้อรัง และควบคุมระดับน้ำตาลไม่ค่อยได้ การสูบบุหรี่ อายุที่มากขึ้น แต่ทั้งนี้พบว่า ร้อยละ 85 ของการสูญเสียสามารถป้องกันได้โดยการตรวจ ดูแลรักษาแผลและหลอดเลือดตั้งแต่ระยะแรก ดังนั้น การตรวจค้นหาและดูแลตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพเท้าในผู้เป็นเบาหวาน


ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังเป็นแผลเบาหวาน

สำหรับคนไข้เบาหวานหากมีบาดแผลเกิดขึ้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลักๆ มี 2 ประเด็น คือ

  1. มีเส้นเลือดตีบหรือตัน ซึ่งทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณเท้าไม่เพียงพอ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเริ่มจากมีอาการปวดน่อง เดินได้เพียงระยะทางสั้นๆ ต้องนั่งพักเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ ถ้าผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ปล่อยให้ลุกลามจนเลือดไปเลี้ยงไม่ได้กลายเป็นแผลเรื้อรัง ซึ่งระยะการลุกลามนั้นขึ้นอยู่กับว่าบาดแผลนั้นขาดเลือดหรือติดเชื้อรุนแรงมากเพียงใด ดังนั้น เมื่อพบแผลหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับเท้าในผู้ป่วยเบาหวานทางที่ดีที่สุด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  2. เนื่องจากคนไข้เบาหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูง หากไม่ควบคุมน้ำตาล ก็จะยิ่งทำให้แผลเกิดการติดเชื้อได้ง่ายและหายยาก


การตรวจและการวินิจฉัยแผลเบาหวาน

เริ่มจากแพทย์ซักประวัติและตรวจดูแผล หากผู้ป่วยเบาหวานมีแผล แพทย์จะตรวจประเมินตำแหน่งที่เกิดแผล คลำชีพจร ตรวจอาการชาและเท้าผิดรูป ตรวจ Ankle-Brachial Index เพื่อประเมินโรคหลอดเลือดเเดงที่แขนและขาตีบ โดยมีหลักการคือเปรียบเทียบความดันโลหิตระหว่างหลอดเลือดแดงที่แขน (Brachial Artery) และหลอดเลือดแดงที่ขาบริเวณข้อเท้า (Ankle) ค่าปกติจะต้องไม่ต่ำกว่า 0.9 หากต่ำกว่า 0.9 ถือว่าผิดปกติคือเลือดมาเลี้ยงน้อยเกินไป และประเมินระดับออกซิเจนในผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดและแผลเรื้อรัง เพื่อดูระดับการขาดออกซิเจน ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Doppler Ultrasound) เพื่อดูภาวะเส้นเลือดตีบเบื้องต้น ประเมินการไหลเวียนของเลือดมาเลี้ยงที่เท้า และการทำ CT angiogram ร่วมกับการฉีดสีเพื่อศึกษาหลอดเลือดว่ามีที่ตีบตันหรือไม่

วิธีการรักษาแผลเรื้อรังจากเส้นเลือดตีบตันในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน

  1. คนไข้เบาหวานต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี เพราะไม่อย่างนั้นจะรักษาเรื่องการติดเชื้อไม่ได้ หากน้ำตาลในเลือดสูง ระบบร่างกายจะทำงานได้ไม่ค่อยดี ทำให้การกำจัดเชื้อออกไปจากร่างกายไม่ได้

  2. การทำบอลลูนขยายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงบริเวณส่วนที่เป็นแผลได้ ทั้งนี้การรักษาด้วยเทคโนโลยีบอลลูนหลอดเลือดสามารถทำได้ในคนไข้สูงอายุ ที่มีโรคประจำตัวเพราะจะรบกวนระบบของการทำงานของร่างกายน้อยกว่า เปรียบเทียบกับในอดีตที่ส่วนใหญ่ต้องใช้การรักษาด้วยวิธีการบายพาสซึ่งถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่แพทย์จะใช้เส้นเลือดดำหรือเส้นเลือดเทียมมาเย็บต่อโดยข้ามผ่านเส้นเลือดส่วนที่ตีบ ทั้งนี้การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมถือเป็นส่วนสำคัญในการรักษาคนไข้

เมื่อดูละครกรงกรรมก็เป็นที่น่าเห็นใจว่าคนสมัยก่อนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาทางด้านหลอดเลือด จึงไม่เห็นความสำคัญของการรักษา การคุมอาหาร หรือการมาพบแพทย์ เพราะสิ่งที่เขาเห็นก็คือผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่าง พอเริ่มเป็นก็จะเริ่มถูกตัดนิ้ว ตัดเท้า แล้วก็ลงเอยโดยการถูกตัดขา กลัวว่ามาพบแพทย์แล้วจะถูกตัดไปเรื่อยๆ สู้อยู่บ้านกินสิ่งที่อยากกิน ไหนจะขนมหวาน ผลไม้หวานตามฤดูกาลในบ้านเราดีกว่า  จนกว่าจะถึงเวลาที่รักษาไม่ได้จริงๆ ค่อยว่ากัน    ต้องขอเน้นว่าปัจจุบันการรักษาแผลเหล่านี้ก้าวไปไกลกว่าแต่ก่อน ผลการรักษาก็แตกต่างกว่าสมัยก่อนมาก การรักษาโดยแพทย์ด้านหลอดเลือดร่วมกับการติดตามดูแลรักษาโดยแพทย์ด้านโรคเบาหวาน  ย่อมช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น และทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น


การป้องกันการเกิดแผลเบาหวาน

  1. ในการป้องกันดูแลแผลเบาหวานสิ่งสำคัญที่สุด คือ การคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ระดับปกติอยู่เสมอ

  2. หมั่นทำความสะอาดเท้า และหมั่นตรวจเท้า (foot care) โดยก่อนนอนต้องคอยตรวจเท้าทุกวัน รวมทั้งคนไข้ควรมีกระจกดูด้านล่างของเท้าเพื่อส่องบริเวณนิ้วเท้าและใต้เท้าด้วย เพราะอาการชาไม่รู้สึกเจ็บจะทำให้แผลไม่รบกวนผู้ป่วยจนกระทั่งลุกลามไปแล้ว

  3. ทาครีมไม่ให้เท้าแห้งแตกจนเกิดแผล

  4. หากมีเท้าผิดรูปอาจต้องใส่รองเท้าพิเศษสำหรับผู้ป่วยเพื่อให้รับกับรูปเท้าและป้องกันไม่ให้เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย

  5. เมื่อเกิดแผลก็ไม่ควรรีรอและรักษาเองจนลุกลาม ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ทันท่วงที

ติดตามSanook! Health

ติดตาม เกร็ดความรู้ ข้อมูลน่ารู้ เรื่องสุขภาพ ได้ที่ https://www.sanook.com/health/ ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!