“ปาราชิก” กับ “อาบัติ” ต่างกันยังไง? ต้องสึกทุกกรณีหรือไม่ อ่านจบใช้ถูกทันที!

“ปาราชิก” กับ “อาบัติ” ต่างกันยังไง? ต้องสึกทุกกรณีหรือไม่ อ่านจบใช้ถูกทันที!

“ปาราชิก” กับ “อาบัติ” ต่างกันยังไง? ต้องสึกทุกกรณีหรือไม่ อ่านจบใช้ถูกทันที!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

พระสงฆ์ทำผิดแบบไหนใช้ปาราชิก แบบไหนใช้อาบัติ 2 นี้ต่างกันอย่างไร แล้วต้องสึกทุกกรณีหรือไม่?

“ปาราชิก” กับ “อาบัติ” ต่างกันอย่างไร? เป็นคำถามที่กลับมาได้รับความสนใจทุกครั้งเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ทำผิดพระธรรมวินัย บางคนเข้าใจว่าปาราชิกกับอาบัติเป็นความผิดคนละประเภท ขณะที่บางคนคิดว่าพระทำผิดเรื่องใดก็ตามย่อมต้องพ้นจากสมณเพศทันที

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ “อาบัติ” เป็นคำเรียกรวมของความผิดทางพระวินัย ส่วน “ปาราชิก” เป็นอาบัติประเภทหนึ่ง และเป็นระดับร้ายแรงที่สุด ดังนั้น ปาราชิกทุกกรณีถือเป็นอาบัติ แต่อาบัติไม่ได้เป็นปาราชิกทุกกรณี

อาบัติคืออะไร ทำไมพระทำผิดแล้วจึงเรียกว่า “ต้องอาบัติ”

อาบัติ หมายถึง โทษหรือความผิดที่เกิดขึ้นเมื่อพระภิกษุล่วงละเมิดสิกขาบทตามพระวินัย ความผิดมีหลายระดับ ตั้งแต่กรณีที่สามารถแก้ไขตามกระบวนการทางพระวินัยได้ ไปจนถึงความผิดร้ายแรงซึ่งทำให้สิ้นสภาพความเป็นพระภิกษุ

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คำว่าอาบัติเปรียบเสมือนคำว่า “ความผิด” ซึ่งเป็นหมวดใหญ่ ภายในหมวดนี้ยังแบ่งความผิดออกตามระดับและวิธีดำเนินการ ไม่ใช่ว่าพระต้องอาบัติทุกครั้งแล้วจะต้องสึกทั้งหมด

ตามการจำแนกที่ใช้กันในพระวินัย อาบัติมีหลายประเภท เช่น ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาสิต โดยบางตำราอาจกล่าวถึง “นิสสัคคิยปาจิตตีย์” แยกในรายละเอียดของสิกขาบท แต่ยังจัดอยู่ในกลุ่มปาจิตตีย์

ปาราชิกคืออะไร ต่างจากอาบัติทั่วไปตรงไหน

ปาราชิก คืออาบัติหนักที่สุดของพระภิกษุ คำนี้มีความหมายในลักษณะของผู้พ่ายแพ้หรือพ้นจากความเป็นพระ เมื่อพระภิกษุกระทำความผิดครบองค์ประกอบของปาราชิกข้อใดข้อหนึ่ง ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุตั้งแต่ความผิดนั้นสำเร็จ ไม่ได้รอให้มีพิธีลาสิกขาหรือรอคำสั่งจากผู้ใดก่อน

จุดที่ทำให้ปาราชิกต่างจากอาบัติประเภทอื่นอย่างชัดเจนคือ ไม่สามารถแก้คืนความเป็นพระด้วยการปลงอาบัติหรือผ่านกระบวนการของสงฆ์ได้ และตามพระวินัย ผู้ที่ต้องอาบัติปาราชิกแล้วไม่สามารถกลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้อีก

ปาราชิก 4 ข้อ มีอะไรบ้าง

พระวินัยกำหนดอาบัติปาราชิกสำหรับพระภิกษุไว้ 4 สิกขาบทสำคัญ ได้แก่

  1. เสพเมถุน หมายถึง การมีเพศสัมพันธ์เมื่อการกระทำนั้นครบองค์ประกอบตามที่พระวินัยกำหนด

  2. ลักทรัพย์ คือการนำทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน โดยต้องพิจารณาทั้งเจตนา ลักษณะการกระทำ และมูลค่าทรัพย์ตามเกณฑ์ในพระวินัย ไม่ใช่การหยิบสิ่งของทุกกรณีจะเป็นปาราชิกโดยอัตโนมัติ

  3. ฆ่ามนุษย์หรือจงใจให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย รวมถึงการลงมือ ใช้ให้ผู้อื่นลงมือ หรือชักนำให้เสียชีวิต เมื่อมีเจตนาและองค์ประกอบครบถ้วนตามพระวินัย

  4. อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีอยู่จริง เช่น รู้ว่าตนไม่ได้บรรลุมรรคผล ไม่ได้ฌาน หรือไม่มีคุณวิเศษตามที่กล่าวอ้าง แต่จงใจบอกผู้อื่นว่าตนบรรลุหรือมีคุณวิเศษนั้น

การวินิจฉัยว่าเข้าข่ายปาราชิกหรือไม่จึงไม่ได้พิจารณาจากคำกล่าวหาเพียงประโยคเดียว แต่ต้องดูข้อเท็จจริง เจตนา การกระทำ และองค์ประกอบของสิกขาบทแต่ละข้ออย่างละเอียด

พระเสพเมถุนถือว่าอาบัติหรือปาราชิก

คำถามนี้มักเกิดขึ้นเมื่อมีข่าวพระสงฆ์มีความสัมพันธ์กับสตรี คำตอบคือ หากพระภิกษุเสพเมถุนและการกระทำครบองค์ประกอบตามพระวินัย จะถือว่า ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งเป็นอาบัติขั้นร้ายแรงที่สุดและขาดจากความเป็นพระภิกษุ

อย่างไรก็ตาม การอยู่ใกล้ชิด พูดคุย ส่งข้อความ เกี้ยวพาราสี หรือสัมผัสร่างกาย ไม่ได้แปลว่าจะเป็นปาราชิกทุกกรณี การกระทำเหล่านี้อาจผิดสิกขาบทประเภทอื่น ขึ้นอยู่กับรายละเอียดและเจตนา จึงไม่ควรวินิจฉัยจากภาพถ่ายหรือคลิปบางช่วงโดยไม่มีข้อเท็จจริงครบถ้วน

ต้องอาบัติแล้วปลงอาบัติได้ทุกกรณีหรือไม่

ไม่ใช่อาบัติทุกประเภทจะจัดการด้วยวิธีเดียวกัน อาบัติบางระดับสามารถแสดงหรือปลงอาบัติต่อพระภิกษุด้วยกันตามหลักพระวินัย ขณะที่อาบัติสังฆาทิเสสเป็นความผิดหนักที่ต้องเข้าสู่กระบวนการของคณะสงฆ์ตามขั้นตอน ไม่ใช่เพียงกล่าวยอมรับผิดแล้วจบลงทันที

ส่วนปาราชิกจัดเป็นอาบัติที่แก้คืนไม่ได้ เมื่อการกระทำครบองค์ประกอบแล้ว ผู้กระทำย่อมสิ้นสภาพความเป็นพระภิกษุตามพระวินัย การจัดพิธีลาสิกขาหรือเปลี่ยนมาสวมชุดฆราวาสภายหลังจึงเป็นการจัดการสถานะให้ปรากฏต่อสังคม ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปาราชิกมีผล

ตัวอย่างง่าย ๆ ช่วยแยก “อาบัติ” กับ “ปาราชิก”

หากเปรียบกับกฎระเบียบทั่วไป คำว่า อาบัติ คล้ายคำว่า “การทำผิดระเบียบ” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความผิดระดับเบาไปจนถึงขั้นร้ายแรง ส่วน ปาราชิก เปรียบได้กับความผิดสูงสุดที่ทำให้พ้นจากสถานะเดิมโดยไม่อาจแก้คืนผ่านกระบวนการตามปกติ

  • กรณีที่ 1: พระจงใจพูดไม่จริงในเรื่องทั่วไป อาจเป็นอาบัติประเภทอื่น แต่ไม่ใช่ปาราชิกจากเหตุนี้เพียงอย่างเดียว
  • กรณีที่ 2: พระรู้ว่าตนไม่ได้บรรลุธรรม แต่จงใจอ้างว่าตนเป็นพระอรหันต์ หากครบองค์ประกอบตามพระวินัย อาจเป็นปาราชิกข้ออวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริง
  • กรณีที่ 3: พระมีเพศสัมพันธ์โดยครบองค์ประกอบของสิกขาบท ถือเป็นอาบัติปาราชิก ไม่ใช่อาบัติที่ปลงแล้วกลับเป็นพระได้ดังเดิม

ปาราชิกเป็นเรื่องเดียวกับความผิดทางกฎหมายหรือไม่

พระวินัยกับกฎหมายบ้านเมืองเป็นคนละระบบกัน การกระทำหนึ่งอาจผิดพระวินัยแต่ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดอาญา ขณะเดียวกันบางกรณีอาจผิดทั้งพระวินัยและกฎหมาย เช่น การลักทรัพย์หรือการทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

ดังนั้น การวินิจฉัยว่าพระรูปหนึ่งต้องอาบัติประเภทใดเป็นเรื่องทางพระวินัย ส่วนการพิสูจน์ความผิดและลงโทษตามกฎหมายต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและพิจารณาคดี ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

สรุป ปาราชิกกับอาบัติต่างกันอย่างไร

สรุปให้จำง่ายที่สุดคือ อาบัติเป็นคำรวมของความผิดที่พระภิกษุละเมิดพระวินัย ส่วนปาราชิกเป็นอาบัติขั้นร้ายแรงที่สุด อาบัติระดับอื่นบางประเภทมีวิธีแก้ไขหรือทำให้พ้นจากอาบัติตามพระวินัย แต่ปาราชิกไม่สามารถแก้คืนได้ และเมื่อครบองค์ประกอบย่อมขาดจากความเป็นพระภิกษุ

เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินข่าวว่า “พระต้องอาบัติ” จึงยังสรุปทันทีไม่ได้ว่าต้องสึก ต้องดูต่อว่าเป็นอาบัติประเภทใด แต่หากข้อเท็จจริงได้รับการวินิจฉัยว่าครบองค์ประกอบของปาราชิกข้อใดข้อหนึ่ง ผลตามพระวินัยย่อมแตกต่างจากอาบัติทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล