เปิดโผ 5 วิชาที่เด็กไทย "ไม่อยากเรียนที่สุด" อันดับ 1 คะแนนถล่มทลาย! หลายคนมองเรียนไปทำไม

เปิดโผ 5 วิชาที่เด็กไทย "ไม่อยากเรียนที่สุด" อันดับ 1 คะแนนถล่มทลาย! หลายคนมองเรียนไปทำไม

เปิดโผ 5 วิชาที่เด็กไทย "ไม่อยากเรียนที่สุด" อันดับ 1 คะแนนถล่มทลาย! หลายคนมองเรียนไปทำไม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดผลสำรวจ 5 วิชาที่เด็กไทยไม่อยากเรียนมากที่สุด อันดับ 1 ทิ้งห่างแบบขาดลอย หลายคนมองเรียนไปทำไม?

หากย้อนถามถึงชีวิตในวัยเรียน เชื่อว่าหลายคนคงมีทั้งวิชาโปรดและวิชาที่อยากให้หมดคาบเร็วที่สุด ทั้งนี้มีข้อมูลจากแบบสอบถามของ Rocket Media Lab ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ ซึ่งจัดทำขึ้นเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ โดยเปิดให้นักเรียนตอบแบบสอบถามออนไลน์ระหว่างวันที่ 9–11 มกราคม 2567

กลุ่มผู้ตอบมีทั้งหมด 1,985 คน ครอบคลุมนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. จากทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนมัธยมศึกษามากที่สุด 1,772 คน ตามด้วยประถมศึกษา 163 คน และ ปวช. 50 คน

5 อันดับวิชาที่นักเรียนไทยไม่อยากเรียนมากที่สุด

อันดับ 1 ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และบำเพ็ญประโยชน์

วิชากลุ่มลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และบำเพ็ญประโยชน์ ได้รับเลือกสูงถึง 1,216 คน หรือ 61.26% จึงครองอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างวิชาอื่นอย่างชัดเจน ที่น่าสนใจคือทั้งนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาต่างเลือกวิชากลุ่มนี้เป็นอันดับหนึ่งเหมือนกัน

เมื่อแยกตามภูมิภาค ผลสำรวจก็ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะนักเรียนทุกภาคเลือกวิชากลุ่มลูกเสือเป็นวิชาที่ไม่อยากเรียนมากที่สุด ด้วยหลายเหตุผล ทั้งเนื้อหาไม่เข้ากับยุคสมัย และ เครื่องแบบที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม  

อันดับ 2 วิชาพระพุทธศาสนา

วิชาพระพุทธศาสนาอยู่ในอันดับสอง มีนักเรียนเลือก 225 คน หรือ 11.34% โดยได้รับเสียงจากนักเรียนมัธยมศึกษาและผู้ตอบในหลายภูมิภาคค่อนข้างมาก ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่ผลอันดับสองต่างออกไป โดยนักเรียนเลือกวิชาชุมนุมหรือชมรมมากกว่า

อันดับ 3 วิชาหน้าที่พลเมือง

อันดับสามคือวิชาหน้าที่พลเมือง มีผู้เลือก 128 คน หรือ 6.45% วิชานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทของประชาชน สิทธิ หน้าที่ และการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ผลสำรวจสะท้อนว่ามีนักเรียนส่วนหนึ่งต้องการให้ทบทวนพื้นที่ของวิชานี้ในหลักสูตร

อันดับ 4 วิชาชุมนุมหรือชมรม

วิชาชุมนุมหรือชมรมตามมาเป็นอันดับสี่ ด้วยจำนวน 127 คน หรือ 6.40% ซึ่งห่างจากอันดับสามเพียงหนึ่งคนเท่านั้น สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา วิชาชุมนุมหรือชมรมยังเป็นตัวเลือกอันดับสองรองจากวิชากลุ่มลูกเสืออีกด้วย

อันดับ 5 วิชานาฏศิลป์

อันดับห้าคือวิชานาฏศิลป์ มีนักเรียนเลือก 122 คน หรือ 6.15% ขณะที่วิชาพลศึกษาได้รับเลือก 40 คน หรือ 2.02% ส่วนคำตอบอื่น ๆ รวม 127 คน มีทั้งวิชาแนะแนว คณิตศาสตร์ และกระบี่กระบอง

สรุปอันดับวิชาที่นักเรียนอยากให้ยกเลิก

อันดับ วิชา จำนวนผู้เลือก สัดส่วน
1 ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และบำเพ็ญประโยชน์ 1,216 คน 61.26%
2 พระพุทธศาสนา 225 คน 11.34%
3 หน้าที่พลเมือง 128 คน 6.45%
4 ชุมนุมหรือชมรม 127 คน 6.40%
5 นาฏศิลป์ 122 คน 6.15%

เด็กไทยอยากให้โรงเรียนเพิ่มวิชาอะไร?

นอกจากถามถึงวิชาที่อยากให้ยกเลิก แบบสำรวจยังเปิดให้นักเรียนเลือกวิชาที่ต้องการให้เพิ่มเข้ามาในโรงเรียน ผลปรากฏว่า วิชาการเงินและการลงทุน มาเป็นอันดับหนึ่ง มีผู้เลือก 788 คน หรือ 39.70% สะท้อนความสนใจเรื่องการจัดการเงินที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

อันดับต่อมาคือวิชาการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย 416 คน หรือ 20.96% ตามด้วยวิชาอีสปอร์ต 396 คน หรือ 19.95% และวิชาเต้น 268 คน หรือ 13.50% ส่วนคำตอบอื่นมีทั้งการปฐมพยาบาล การป้องกันตัว การทำอาหาร และการแต่งหน้าทำผม

ผลสำรวจนี้แปลว่าเด็กไทยเกลียดวิชาเหล่านี้หรือไม่?

ยังสรุปเช่นนั้นไม่ได้ เพราะการอยากให้ยกเลิกวิชาหนึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งรูปแบบการสอน เนื้อหาหลักสูตร เวลาเรียน หรือความรู้สึกว่าสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้น้อย ไม่ได้หมายความว่านักเรียนทุกคนเกลียดเนื้อหาหรือเห็นว่าวิชานั้นไม่มีคุณค่า

ผลสำรวจนี้เก็บคำตอบทางออนไลน์ จึงสะท้อนความคิดเห็นของนักเรียน 1,985 คนที่เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม ไม่ใช่ผลประชามติของนักเรียนไทยทุกคน นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมศึกษา จึงควรระมัดระวังเมื่อนำผลไปอธิบายแทนเด็กทุกระดับชั้น

สรุป 5 วิชาที่เด็กไทยอยากเรียนมากที่สุด

ผลสำรวจปี 2567 ชี้ว่า วิชากลุ่มลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และบำเพ็ญประโยชน์ เป็นวิชาที่นักเรียนผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้ยกเลิกมากที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 61.26% ตามด้วยพระพุทธศาสนา หน้าที่พลเมือง ชุมนุมหรือชมรม และนาฏศิลป์

สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงรายชื่อวิชาที่เด็กอยากตัดออก แต่ยังรวมถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะความรู้เรื่องการเงิน การลงทุน และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ผลสำรวจจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้เกี่ยวข้องกลับมาทบทวนว่า หลักสูตรควรปรับทั้งเนื้อหาและวิธีสอนอย่างไร เพื่อให้เด็กเห็นคุณค่าและเชื่อมโยงบทเรียนกับชีวิตจริงได้มากกว่าเดิม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล