รีวิว Mercedes-Benz GLC250d ซิ่งเอสยูวีหรูทัวร์สายบุญไกลถึง จ.พังงา

รีวิว Mercedes-Benz GLC250d ซิ่งเอสยูวีหรูทัวร์สายบุญไกลถึง จ.พังงา

     เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา Sanook! Auto ได้มีโอกาสร่วมทริปทดสอบรถเอสยูวีจากค่ายเมอเซเดส-เบนซ์จำนวนถึง 3 รุ่น บนเส้นทางกรุงเทพฯ-พังงา แถมยังได้ร่วมทำความดีด้วยการปลูกต้นพริกไทยและมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา อีกด้วย


     การทดสอบครั้งนี้มีชื่อเรียกเต็มๆว่า “Mercedes-Benz Star Charity 2016 #stardrive #suv” ซึ่งแน่นอนว่ารถทุกคันในทริปนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเอสยูวีจากค่ายดาวสามแฉกทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วย

     - Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium
     - Mercedes-Benz GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic
     - Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic
     - Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC Exclusive
     - Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic
     - Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD
     - Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic

     จำนวนรวมถึง 15 คันที่ขับตามกันไปถึง จ.พังงา แต่น่าเสียดายที่เรามีโอกาสทดสอบเพียง 3 คันเท่านั้น ก็คือ GLC250d 4MATIC รุ่น AMG Dynamic และ OFF-ROAD, GLA250 AMG Dynamic และอีกคันที่เราได้ขับกันสั้นๆ แต่มันส์เป็นบ้า! ก็คือ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic นั่นเอง

     เริ่มต้นการทดสอบในครั้งนี้ รถคันแรกที่เรามีโอกาสสัมผัสก็คือ GLC250d 4MATIC AMG Dynamic ซึ่งเรียกว่าเป็นคันที่อยู่กับเราซะเป็นส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะจะสลับกับผู้สื่อข่าวท่านอื่นกี่ครั้ง ก็มักจะได้รุ่นนี้ตลอด แต่ถึงแม้จะเป็นรุ่นเล็ก (แต่ไม่เล็กสุด) ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะสมรรถนะที่ได้จาก GLC250d 4MATIC คันนี้ เราแทบอยากจะเรียกว่าเป็นเมอเซเดส-เบนซ์ที่ขับสนุกที่สุดที่เราเคยสัมผัสมาในปี 2559 นี้เลยก็ว่าได้!

     ดีไซน์ภายนอกของ GLC250d 4MATIC AMG Dynamic ถูกตกแต่งด้วยกันชนหน้า-หลังสไตล์ AMG พร้อมปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียมแบบคู่, บันไดข้างสเตนเลสดีไซน์สปอร์ต พร้อมล้ออัลลอย Multi-spoke จาก AMG ขนาด 20 นิ้ว และยางขนาด 255/45 R20

     ด้านหน้าติดตั้งไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ติดตั้งระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adative Highbeam Assist) มาให้ด้วย

     ในรุ่น AMG Dynamic ยังติดตั้งหลังคาแบบพาโนรามิคซันรูฟเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า มีม่านกรองแสงยามขับขี่ในเวลากลางวันมาให้ มาพร้อมกุญแจแบบ Keyless-GO ทำงานคู่กับปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ขณะที่ประตูท้ายเป็นแบบไฟฟ้า โดยในรุ่น AMG Dynamic จะมีระบบ Hands-free Access ที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้ใต้กันชน หากต้องการเปิดประตูท้าย ก็เพียงแต่แกว่งเท้าใต้กันชน ประตูก็จะค่อยๆเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

     ดีไซน์ภายนอกของ GLC250d AMG Dynamic ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเป็นเอสยูวีที่ออกแบบได้ลงตัวที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดขณะนี้เลยก็ว่าได้ ทั้งไฟหน้าที่ออกแบบให้ดูดุดัน สัดส่วนหน้าหลังที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี ไฟท้ายแบบ LED ดูโดดเด่นยามค่ำคืน ยิ่งได้ชุดแต่ง AMG กับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วแล้วด้วยล่ะก็ มันดูมีเสน่ห์เย้ายวนน่าหลงใหล เมื่อเวลาผ่านไป มันจะกลายเป็นความคลาสสิกสไตล์เบนซ์ที่น้อยแบรนด์นักจะเทียบได้

     ห้องโดยสารภายในติดตั้งเบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Artico สามารถปรับด้วยไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบเมมโมรี่ 3 ตำแหน่ง ที่รองขาสามารถยืดไปข้างหน้าได้ โดยในรุ่น AMG Dynamic ยังสามารถปรับพนักพิงศีรษะระบบไฟฟ้าได้ด้วย

     เบาะนั่งโดยสารด้านหลังสามารถปรับพับได้แบบ 1/3 และ 2/3 สามารถปรับองศาพนักพิงหลังได้ 1 ระดับ (ปรับระดับด้วยมือ) ซึ่งพื้นที่ภายในห้องโดยสารด้านหลังก็ถือว่าเหมาะสมกับขนาดบอดี้ พื้นที่วางขาเหลือพอประมาณ ไม่กว้างมากมาย แต่ก็ไม่อึดอัด พื้นที่เหนือศีรษะเหลือเฟือตามสไตล์รถเอสยูวี แม้ว่าจะเป็นหลังคาแบบพาโนรามิคซันรูฟ ที่จำเป็นต้องมีกลไลพับเก็บม่านกรองแสงและชุดกระจกก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี รุ่น OFF-ROAD ที่ไม่มีซันรูฟจะมีพื้นที่เหนือศีรษะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

     GLC250d 4MATIC AMG Dynamic ติดตั้งเครื่องเสียง MB Audio 20 สามารถควบคุมผ่านปุ่มแบบหมุนขนาดใหญ่ รวมถึงแป้นสัมผัส Touchpad ที่รองรับการเขียนด้วยลายมือได้ ขับกำลังเสียงผ่านระบบเซอร์ราวด์จาก Burmester ที่พบได้ในรถเบนซ์หลายรุ่น ซึ่งให้เสียงระดับไฮเอนด์เหมาะสำหรับหูเทพทั้งหลาย โดยไม่ต้องไปติดตั้งอะไรเพิ่มเติมให้วุ่นวาย

     ด้านระบบความปลอดภัยถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของรถยุโรปสมัยนี้ ติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยมาให้รอบคัน ระบบรักษาความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่นจำกัดความเร็ว Speedtronic, ระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Attention Assist), ระบบเตือนนำรถเข้าศูนย์บริการ, ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist พร้อมเซ็นเซอร์ช่วยจอดรอบคัน, มีกล้องแสดงภาพรอบทิศทางมาให้ เป็นต้น

     ขุมพลังของ GLC250d ทั้งรุ่น OFF-ROAD และ AMG Dynamic เป็นบล็อกเดียวกัน นั่นคือ ดีเซลแถวเรียง 4 สูบเทอร์โบคู่ ความจุ 2,143 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-1,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC

     จุดหมายปลายทางของวันแรกอยู่ที่ จ.ชุมพร โดยเราเดินทางออกจากโรงแรม Mode Sathorn เพื่อไปขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปยังถนนพระราม 2 ที่คุ้นเคยดี ซึ่งแน่นอนว่าการจราจรช่วงเช้ามีรถหน้าแน่นพอควร แต่ GLC250d AMG Dynamic สามารถลัดเลาะไปตามการจราจรได้อย่างคล่องตัว ด้วยขนาดบอดี้ที่กำลังพอดี ไม่ใหญ่โตเทอะทะ อัตราทดพวงมาลัยค่อนข้างกระชับ และให้น้ำหนักที่ดีมาก ดังนั้น แม้ว่าจะเป็นรถสไตล์เอสยูวี แต่ก็สามารถขับในเมืองได้ไม่แพ้รถเก๋งเลย

     เมื่อพ้นด่านจ่ายเงินทางด่วนเป็นที่เรียบร้อย ขุมพลังดีเซลที่มีแรงบิดกว่า 500 นิวตัน-เมตรก็เริ่มแสดงศักยภาพออกมาให้เห็นทันที ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ GLC ถือเป็นเอสยูวีในกลุ่มคอมแพ็ค น้ำหนักตัวไม่มากเท่ากับรุ่นใหญ่อย่าง GLE หรือ GLS ดังนั้น จึงมีแรงดึงให้เห็นทันทีที่กดคันเร่งลงไป เรียกว่าแรงหายห่วง มีพลังให้เค้นอย่างเหลือเฟือโดยเฉพาะการขับขี่ในเมือง

     เมื่อเข้าสู่ช่วงถนนพระราม 2 ที่พอจะทำความได้นั้น สิ่งที่เราประทับใจอีกอย่างก็คือความนุ่มนวลของช่วงล่าง ที่ซับแรงสะเทือนจากพื้นถนนได้เป็นอย่างดี จะมีอาการตึงตังให้เห็นเล็กๆบ้างในบางจังหวะ เนื่องจากรถคันนี้ติดตั้งล้อขนาด 20 นิ้ว พร้อมแก้มยางซีรี่ย์ 45 แต่โดยรวมก็ถือว่านุ่มนวลตามเอกลักษณ์ของเมอเซเดส-เบนซ์

     ขณะเดียวกัน แม้ว่าช่วงล่างจะให้ความนุ่มนวลนั่งสบายแบบนี้ แต่การขับขี่ที่ความเร็วสูงกลับให้ความมั่นใจได้อย่างน่าเหลือเชื่อ การเปลี่ยนเลนสามารถทำได้อย่างมั่นคง มีอาการโยนให้เห็นนิดๆ ตามสไตล์รถที่มีจุดศูนย์ถ่วงสูงเช่นนี้ แต่แค่นี้ก็ถือว่าใกล้เคียงกับรถเก๋งช่วงล่างเยี่ยมๆอย่างมากแล้ว ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำเราประทับใจ และลืมภาพช่วงล่างรถเอสยูวีแบบเดิมๆไปเลย

     การเก็บเสียงนั้น ในช่วงความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. เรียกได้ว่าเงียบสนิท ทั้งเสียงลมปะทะ เสียงจากพื้นถนน รวมถึงเสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่อยู่ในระดับกับเครื่องยนต์เบนซินทั่วไป จะมีให้ได้ยินบ้างช่วงที่กดคันเร่งเพื่อคิกดาวน์จนรอบตวัดขึ้นสูง แต่ในการขับขี่ปกติแทบจะไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำไป

     แต่เมื่อใช้ความเร็วระดับ 120 กม./ชม.ขึ้นไป จะเริ่มมีเสียงลมเข้ามาทางประตูด้านข้างบ้างแล้ว และได้ยินชัดเจนที่ความเร็ว 140 กม./ชม.ขึ้นไป ขณะที่เสียงจากพื้นถนนยังคงเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารในระดับต่ำจนไม่ถือว่าเป็นปัญหา

GLC250d OFF-ROAD

 

     หลังจากเราแวะพักผ่อนที่ จ.ชุมพร เป็นที่เรียบร้อย ในวันที่ 2 เราเตรียมมุ่งหน้าไปจังหวัดกระบี่ อันเป็นจุดหมายปลายทางของวันนี้ โดยช่วงเช้าเราได้ขับ GLC250d เช่นเดิม แต่เป็นรุ่น OFF-ROAD ซึ่งถือเป็นรุ่นรองจาก AMG Dynamic ที่เราทดสอบไปเมื่อวาน

     GLC250d 4MATIC OFF-ROAD จะมีอุปกรณ์มาตรฐานติดตั้งมาให้น้อยกว่ารุ่น AMG Dynamic เช่น หลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่ตัดออกไป, ไม่มีระบบ KEYLESS-GO แต่ยังมีปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์มาให้, เบาะนั่งไม่มีเมมโมรี่, ไม่มีระบบเสียงเซอร์ราวด์จาก Burmester, กล้องมองภาพรอบทิศทางแทนที่ด้วยกล้องมองหลังปกติ รวมถึงรายละเอียดการตกแต่งภายในที่ต่างกันไป เป็นต้น

     ขณะที่ภายนอกตกแต่งกันชนด้วยโครเมียม, ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางขนาด 235/55 R19 รวมถึงช่วงล่างที่ถูกเซ็ทแบบ Comfort ต่างจากรุ่น AMG Dynamic ที่เป็นแบบ Sport

     ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้ ในด้านสมรรถนะการขับขี่แทบไม่ต่างกัน จะมีก็ช่วงล่างที่เซ็ทมาให้นุ่มนวลกว่ารุ่น AMG Dynamic เล็กน้อย ซึ่งหากไม่สังเกตก็แทบไม่รู้สึก เพราะเอาเข้าจริงๆ ช่วงล่างของรุ่น AMG ก็ถูกเซ็ทมาเน้นความนุ่มนวลเหมือนกัน ดังนั้น หากลังเลว่าจะเลือกรุ่น AMG Dynamic หรือ OFF-ROAD ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณและอ็อพชั่นที่ต่างกันอยู่พอสมควร

 

     หลังจากที่แวะพักทานกาแฟกันสักครู่ ต่อมาเราได้มีโอกาสสลับไปขับรุ่นใหญ่อย่าง GLE500e 4MATIC Exclusive ดูบ้าง ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริดสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้นั่นเอง

     GLE500e 4MATIC ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 ความจุ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 333 แรงม้า ที่ 5,250-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-4,000 รอบต่อนาที ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิดอีกกว่า 340 นิวตัน-เมตร ระบบส่งกำลังเป็นแบบอัตโนมัติ 7G-TRONIC แบบ Direct Select พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย   ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC มาให้

     ถึงแม้ว่ารถ GLE500e คันนี้จะอยู่กับเราเพียงชั่วครู่เท่านั้น แต่ก็ได้สัมผัสสมรรถนะของเครื่องยนต์วี6 ที่ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ผลที่ได้คืออัตราเร่งที่แรงชนิดหน้าหงาย แรงจริงๆครับ เพราะแม้เราจะไม่ได้ทดสอบอัตราเร่งกันอย่างจริงจัง แต่ตามสเป็คของรถคันนี้ระบุอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ไว้ที่ 5.3 วินาทีเท่านั้นเอง เรียกว่าแรงยิ่งกว่ารถกลุ่มคูเป้ 2 ประตูหลายรุ่นในปัจจุบันเสียอีก

     จุดต่างสำคัญหลังจากที่กระโดดจาก GLC มาควบ GLE ขุมพลังไฮบริดคันนี้ ก็คือบอดี้ที่มีขนาดใหญ่กว่า นุ่มนวลกว่า มีบุคลิกที่เป็นผู้ใหญ่กว่า รับรู้ได้ทันทีว่ารถคันนี้มีน้ำหนักมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด หากพูดถึงความคล่องตัวก็อาจจะเสียเปรียบ GLC250d ที่บอดี้มีขนาดเล็กกว่า แต่ก็ได้สมรรถนะจากเครื่องยนต์ที่แรงเสียจนสามารถสั่งสอนกระบะดันรางบ้าพลังตามท้องถนนได้อย่างสบายๆ

     GLE500e 4MATIC ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออนความจุ 8.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง ติดตั้งไว้ที่เพลาขับด้านหลัง สามารถชาร์จไฟให้เต็มด้วยปลั๊กบ้านธรรมดาราว 4 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อชาร์จเต็ม จะสามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV) เป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ดังนั้น หากเป็นการใช้งานในเมืองประเภทขับไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียน หรือขับไปทำงานเป็นประจำ ก็จะช่วยลดค่าน้ำมันลงอย่างเห็นได้ชัด

     ดังนั้น หากใครงบถึงและอยากได้เอสยูวีสำหรับครอบครัว ที่เดินทางไปไหนเต็มคันอยู่บ่อยๆ GLE500e ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี ด้วยห้องโดยสารกว้างขวาง ช่วงล่างนุ่มนวลนั่งสบาย และกำลังเครื่องยนต์ที่มีให้เค้นอย่างเหลือเฟือ แถมยังได้ความประหยัดจากมอเตอร์ไฟฟ้าด้วย

     ในวันที่ 3 ของการเดินทาง เรามุ่งหน้าออกจากโรงแรมที่ จ.กระบี่ เพื่อไปยังโรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา เพื่อร่วมทำความดีช่วยปลูกต้นพริกไทยอ่อน ซึ่งอนาคตจะกลายเป็นรายได้ของนักเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ รวมถึงยังร่วมมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่นี่ด้วย

     โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่ช่วงที่โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่เพียงเงินทุนสนับสนุนและอุปกรณ์การเรียนต่างๆ แต่ยังรวมไปถึงการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสเพื่อให้พวกเขาได้มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพการงานที่ดีในอนาคต ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมของ เมอเซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) มาโดยตลอด

     สำหรับวันที่ 3 นี้ เราได้สัมผัสกับรถอีกหนึ่งรุ่น ซึ่งเป็นรุ่นเล็กที่สุดของทริปในครั้งนี้ นั่นคือ GLA250 AMG Dynamic ซึ่งถือว่าเป็นน้องเล็กที่จิ๊ดที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยรถคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT

     ซึ่งแม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กสุดในกลุ่ม แต่สมรรถนะก็ไม่แพ้รุ่นใหญ่เลย ด้วยแรงบิดกว่า 350 นิวตัน-เมตร ที่ดูเหมือนไม่เยอะนัก แต่ GLA ก็เป็นรถที่มีน้ำหนักตัวเบาที่สุด คล่องตัวมากที่สุด มีกำลังให้เค้นเหลือเฟือในทุกย่านความเร็ว แม้จะใช้ความเร็วมากถึง 120 กม./ชม. แต่เมื่อต้องการจะแซง เพียงกดคันเร่งลงไปประมาณ 3 ใน 4 แรงบิดก็ไหลมาเทมาอย่างมหาศาล เรียกวารถรุ่นใหญ่ก็หนีกันไม่ออกตลอดทาง

     สรุป

     Mercedes-Benz GLC250d AMG Dynamic ถือเป็นรถที่ผู้เขียนได้มีโอกาสอยู่ด้วยมากที่สุด ซึ่งตัวรถเองก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย กำลังจากเครื่องยนต์ดีเซลมีให้เล่นแทบทุกย่านความเร็ว ช่วงล่างให้ความคล่องตัว กระชับ ไม่โยนเหมือนเอสยูวีรุ่นอื่นๆที่เคยสัมผัสมา ขับสนุกประดุจรถเก๋งช่วงล่างเยี่ยมหนึ่งคัน ดีไซน์ภายนอกหล่อตามสไตล์ AMG แต่ห้องโดยสารภายในอาจจำกัดบ้าง โดยเฉพาะพื้นที่โดยสารด้านหลัง แต่ไม่ถึงกับน่าเป็นห่วงอะไร ลองไปสัมผัสคันจริงน่าจะตอบโจทย์คุณผู้อ่านได้

     Mercedes-Benz GLE500e 4MATIC Exclusive สมรรถนะเครื่องยนต์จี๊ดจ๊าดสะใจ อัตราเร่งดีที่สุดเท่าที่สัมผัสในทริปนี้ ช่วงล่างนุ่มนวล เหมาะสำหรับใช้เป็นรถรถครอบครัว ได้ความประหยัดจากมอเตอร์ไฟฟ้า ถ้างบถึงจัดไปได้เลย

     Mercedes-Benz GLA250 AMG Dynamic ครอสโอเวอร์รุ่นเล็กแต่สมรรถนะไม่เป็นรอง เครื่องยนต์แรงกว่าที่คิด มีกำลังให้เล่นเหลือเฟือทุกย่านความเร็ว  ขับสนุก ให้ความคล่องตัวสุดในกลุ่ม แต่ก็แลกมาด้วยห้องโดยสารภายในที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด เหมาะสำหรับใช้งาน 1-2 คนเป็นหลัก

 

     ราคาจำหน่าย

     - Mercedes-Benz GLA250 AMG Dynamic ราคา 2,440,000 บาท
     - Mercedes-Benz GLC250d 4MATIC Exclusive ราคา 3,240,000 บาท
     - Mercedes-Benz GLC250d 4MATIC AMG Dynamic ราคา 3,690,000 บาท
     - Mercedes-Benz GLE500e Exclusive ราคา 4,490,000 บาท

 

     ขอขอบคุณผู้บริหารและฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท เมอเซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญเข้าร่วมทริปในครั้งนี้เป็นอย่างสูง