สัมผัส"เบนซ์"แฟมิลี่ ครอบครัวรถหรูเมืองไทย

สัมผัส"เบนซ์"แฟมิลี่ ครอบครัวรถหรูเมืองไทย
Matichon

สนับสนุนเนื้อหา

     โดย นายพล

     บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สร้างสีสันครั้งใหม่ให้กับวงการรถยนต์หรูในเมืองไทย นำทัพสื่อมวลชนสัมผัสครอบครัวเมอร์เซเดส-เบนซ์ เข้าร่วมกิจกรรมทดสอบรถยนต์หรูกว่า 18 รุ่นครบครันในทุกเซ็กเมนต์ รวมถึงรถยนต์ไฮไลต์ 5 รุ่นล่าสุด เพิ่งเปิดตัวภายในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ได้แก่ ซี-คลาส บลูเทค ไฮบริด (C-Class BlueTEC HYBRID) ประกอบในไทย (CKD) ซีแอลเอ ชูทติ้ง เบรก (CLA Shooting Brake) จีแอลอี-คลาส คูเป้ (GLE-Class Coupe) วี-คลาส (V-Class) และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที เอส (Mercedes-AMG GT S) ให้ร่วมทดสอบสมรรถนะบนเส้นทางภูเก็ต-พังงา


     เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมทั้งสิ้น 18 รุ่น แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคอมแพคคาร์ เจเนอเรชั่น ใหม่ (NGCC-New Generation Compact Car) รถสไตล์หรู หรือคอนเทมโพลารี่ ลักชัวรี่ (Contemporary Luxury) และรถในฝัน (Dream Car) มาให้ทดสอบ


     เริ่มจาก ซี-คลาส บลูเทค ไฮบริด ทั้ง 2 รุ่นคือ C 300 บลูเทค ไฮบริด เอ็กซ์คลูซีฟ (BlueTEC HYBRID Exclusive) มาพร้อมกับ เทคโนโลยีไฮบริด ดีไซน์ภายนอก ออกแบบให้ตัวรถดูสปอร์ต C 300 บลูเทค ไฮบริด เอ็กซ์คลูซีฟ หรูหราด้วยกระจังหน้าแบบคลาสสิก ฝากระโปรงลาย 3 แถบเสริมโครเมียม เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2,143 ซีซี กำลังสูงสุด 204 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600-1,800 รอบต่อนาที มาจากมอเตอร์ไฟฟ้า 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อ ชม. ในเวลา 6.4 กม.ต่อ ชม. ความเร็วสูงสุด 244 กม.ต่อ ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 25-27.7 กม.ต่อลิตร ราคา 2,840,000 บาท

 

     รุ่น C 300 บลูเทค ไฮบริด ไอเอ็มจี ไฮบริด มาพร้อมกระจังหน้าแบบสปอร์ต พร้อมด้วยชุดแต่งสปอร์ตแบบ AMG ดีไซน์ภายใน เน้นความหรูหรา มีทัชแพด (touchpad) ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียง ผ่านมาตรฐานไอเสีย ยูโร 6 สำหรับเครื่องยนต์เหมือนกับรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟ คือเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2143 ซีซี กำลังสูงสุด 204 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600-1,800 รอบต่อนาที มาจากมอเตอร์ไฟฟ้า 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อ ชม. ในเวลา 6.4 กม.ต่อ ชม. ความเร็วสูงสุด 244 กม.ต่อ ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 25-27.7 กม.ต่อลิตร ราคา 3,090,000 บาท

 

     รุ่นซีแอลเอ 250 ชูทติ้ง เบรก เอเอ็มจี สปอร์ต รถยนต์สปอร์ตคอมแพคแบบ 5 ประตู กระจังหน้าลายเพชรสีเงิน พร้อมชุดแต่งสปอร์ตแบบ AMG สามารถปรับที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังออกเป็น 1/3 หรือ 2/3 ตอน ทำให้มีพื้นที่เก็บบรรทุกสัมภาระด้านหลังมีความจุถึง 495-1,354 ลิตร เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบเทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์

     ความจุกระบอกสูบ 1991 ซีซี กำลังสูงสุด 211 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อ ชม. ใช้เวลา 6.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กม.ต่อชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 17.5-18.2 กม.ต่อลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ราคา 2,890,000 บาท

 

     รุ่นจีแอลอี-คลาส คูเป้ เส้นสายหลังคาถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้าย พร้อมด้วยชุดแต่งสปอร์ตแบบเอเอ็มจี ล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว แบบเอเอ็มจี 5 ก้านคู่ และหลังคาแบบพาโนรามิคซันรูฟ ภายในหรูหรา เบาะนั่งด้านหลังแบบ 3 ที่นั่ง พับได้แบบ 1/3 หรือ 2/3 มาพร้อมกับระบบไดนามิก ซีเลคท์ (Dynamic Select) มีโหมดการขับขี่ 5 แบบ คือ อินดิวิดวล (Individual) ช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้ คอมฟอร์ท (Comfort) ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลายเหมือนขับรถซาลูน สลิปเพอรี่ (Slippery) เหมาะกับการวิ่งบนถนนที่ลื่น สปอร์ต (Sport) และสปอร์ต พลัส (Sport+) เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่มากขึ้น

     รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศ (AIRMATIC) พร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) รองรับการขับขี่ทุกสภาพถนน และระบบเซ็นเซอร์การพลิกคว่ำ เครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 เทอร์โบคู่ พร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ 9G-โทรนิก ความจุ

     กระบอกสูบ 2996 ซีซี กำลังสูงสุด 367 แรงม้าที่ 5,500-6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 520 นิวตันเมตรที่ 1,800-4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อ ชม. ใช้เวลา 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม.ต่อ ชม. ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 7,990,000 บาท

 

     รุ่นวี 250 บลูเทค อวังการ์ด รถยนต์อเนกประสงค์ (Multi-Purpose Vehicle หรือ MPV) แบบ 6 ที่นั่งเพิ่มความดุกับล้ออัลลอยแบบ 19 นิ้ว ห้องโดยสารตกแต่งด้วยลายไม้คลาสสิกเคลือบเงาแบบผิวเปียโน ที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังแบบแยกส่วนสไตล์กัปตัน ซีท (captain seat) 4 ตำแหน่งพร้อมโต๊ะทำงานอเนกประสงค์

     มีเทคโนโลยี ระบบเซฟ ไดรฟ์วิ่ง (Safe driving) ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย ระบบครอสส์วินด์ แอสสิสท์ (Crosswind Assist) ระบบรักษาการทรงตัวกรณีมีลมขวางปะทะตัวรถด้านข้าง ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่

     เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ 2143 ซีซี กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตรที่ 1,400-2,400 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อ ชม. ใช้เวลา 9.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 206 กม.ต่อ ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 16.7 กม./ลิตร ราคา 5,490,000 บาท

 

     และไฮไลต์ของงานนี้คือรุ่น เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที เอส ดีไซน์ภายนอก แบบสปอร์ตด้วยกระจังหน้า แบบไดมอนด์ กริลล์ (Diamond Grille) หมุดสีดำ ไฟหน้าแบบ LED ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วในด้านหน้า และ 20 นิ้วในด้านหลังแบบ AMG 10 ก้าน สีไทเทเนียม เกรย์ สปอยเลอร์หลังแบบปรับระดับได้อัตโนมัติ และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

     โครงสร้างตัวถังเป็นอะลูมิเนียม สเปซเฟรม ผลิตจากวัสดุอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาผสมกับเหล็กและแมกนีเซียม ทำให้มีน้ำหนักรวมของตัวรถ 1,890 กิโลกรัม วางเครื่องยนต์แบบ ฟร้อนท์ มิด-เอ็นจิ้น (Front mid-engine) การกระจายน้ำหนักหน้า-หลัง ในอัตราส่วน 47:53 เพื่อให้บังคับควบคุมที่ดี รวมถึงระบบอ่างน้ำมันเครื่องแบบแห้ง (Dry sump) แบบเดียวกับที่ใช้ในสนามแข่ง เพื่อป้องกันน้ำมันเครื่องส่งไปไม่ทั่วถึงในจังหวะตัวรถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

 

     มีระบบควบคุมช่วงล่างเอเอ็มจีไรด์ คอนโทรล (AMG RIDE CONTROL) ปรับได้ 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ คอมฟอร์ท สปอร์ต และสปอร์ตพลัส ระบบเบรกอแดพทีฟ ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ระบบรักษาระดับความเร็วและจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) เป็นต้น

     เครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ 3982 ซีซี กำลังสูงสุด 510 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที แรงบิด 650 นิวตันเมตรที่ 1,750-4,750 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อชม. ใช้เวลา 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 310 กม.ต่อชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดิน 7 จังหวะ มาตรฐานไอเสีย ยูโร 6 ราคา 14,900,000 บาท

     จากการสัมผัสรถยนต์ตระกูลเมอร์เซเดส-เบนซ์ แม้ว่าแต่ละรุ่นจะมีบุคลิกแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ การสะท้อนความเป็นรถยนต์คุณภาพ สมกับเป็นอันดับ 1 ในตลาดรถหรูของบ้านเรา เหมือนกับที่ใครหลายคนพูดว่า รถเบนซ์ยังไงก็เป็นเบนซ์วันยังค่ำ