เมื่อลูกน้อยเข้าสู่เดือนที่ 7


เดือนที่ 7
ลักษณะลูกน้อย
ลูกมักนอนรวดเดียวจนถึง 6 โมงเช้าหรือ 8 โมงเช้าเวลาปัสสาวะกลางคืนบางคนก็ไม่ตื่น บ้างตื่น อาจร้องไห้นิดแล้วหลับต่อ บางคนต้องได้ดูดนมอีกครั้งจึงยอมนอนต่อ
การขับถ่ายวัยนี้เริ่มคงที่อาจถ่ายอุจจาระวันละ 1-2 ครั้งบางคน 2-3 ครั้งบางคน 2 วัน ถ่ายครั้ง บางคนถ่าย 3 วันครั้งจนต้องสวนทวาร ซึ่งไม่ควรทำถ้าอุจจาระไม่แข็ง
วัยนี้ไม่นอนมากเหมือนเคย เคย ขณะตื่นอารมณ์ดี มีเวลา ตื่นนานขึ้น เริ่มมีความสุขที่ได้เคลื่อนไหว ได้เล่นกับพ่อแม่ ได้ไปเที่ยวนอกบ้าน ส่วนระยะที่ฟันขึ้นจะต่างกัน แต่ส่วนใหญ่เมื่ออายุเกิน 6 เดือน มักเริ่มมีฟันล่างด้านหน้างอกขึ้นมา 2 ซี่แล้ว
ถึงเวลาอาหารเสริม
ลูกวัยนี้กินได้มากขึ้น เพราะเริ่มรู้รสชาติอาหารอื่นและอยากกินมากขึ้น ควรให้อาหารเสริมโปรตีนมาก เช่น ตับไก่บด ไข่ ปลา ถั่ว แล้วหมั่นชั่งน้ำหนักเดือนละครั้ง ถ้าน้ำหนักเพิ่มประมาณ 300 กรัมขึ้นไป แสดงว่าลูกเติบโตปกติดี
• ปลา ถ้าเป็นชนิดที่มีก้างมาก ต้องระวังให้ดี แกะก้างออกให้หมดก่อน
• ตับให้เป็นประโยชน์มาก ลูกอาจชอบตับไก่มากกว่าตับวัวที่แข็งและกินลำบาก คุณแม่ไม่จำเป็นต้องให้กินตับทุกวัน
• เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ถ้าบดเองควรเลือกเนื้อนิ่มๆ บดละเอียด เพราะเนื้อบดที่ร้านมักมีส่วนแข็งๆปนอยู่ด้วย
• ไข่ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 เดือน ควรให้เพียงไข่แดง ส่วนไข่ขาวมักจะเริ่มหลังอายุ 12 เดือน เพราะโอกาสแพ้ไข่ขาวจะน้อยลง
• ผัก ควรเริ่มต้นฟักทอง มะเขือยาว หัวผักกาดขาว (หัวไชเท้า) มัน แครอท เพราะทำให้นิ่มง่าย ใบตำลึง กะหล่ำปลี ถ้าต้มจนนิ่มก็กินได้ มะเขือเทศก็กินดี
• ผลไม้ เด็กเกิน 6 เดือนกินได้แทบทุกชนิด เช่น กล้วย ส้ม องุ่น แตงโม มะละกอ แอปเปิ้ล ผลไม้นิ่มใช้วิธีบด ผลไม้แข็งใช้วิธีครูด ควรเริ่มให้ตั้งแต่ 1-2 คำก่อน ก่อนค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้อควรระวัง คือ เลือกเมล็ดทิ้งให้หมด มิฉะนั้นจะติดคอลูกได้
อาการที่อาจเกิดขึ้น
• เมื่อฟันขึ้น
o ลูกวัย 6-8 เดือน ฟันล่างด้านหน้ามักเริ่มขึ้นมา 2 ซี่บางคนอาจขึ้นเร็วกว่านี้ บางคนอาจช้า กว่าจะขึ้นก็เกือบ 1 ขวบ คุณแม่ไม่ควรกังวลถ้าฟันลูกไม่ขึ้นตามเวลาดังกล่าว การขึ้นของฟันมักเริ่มจากฟันล่างด้านหน้า 2 ซี่ งอกออกมาพร้อมกัน แต่บางคนฟันล่างด้านข้างโผล่ออกมา 2 ซี่ก่อน ตรงกลางมีช่องโหว่ก็มี บางคนฟันล่างยังไม่ขึ้น ฟันบนด้านหน้าโผล่ออกมาก่อน 2 ซี่ก็มี ฟันแรกขึ้นอาจห่างไปบ้าง เกไปบ้างไม่เป็นไร เพราะฟันจะเรียบร้อยดีขึ้นเองภายหลัง
• มีไข้สูง
o เด็กมากกว่าครึ่งเป็นโรคส่าไข้ในช่วงอายุ 6 เดือน ถึงขวบครึ่ง และเป็นกันมากในช่วง 6-8 เดือน เริ่มต้นด้วยอาการไข้สูงอย่างเดียว พอวัดอุณภูมิดูจะมีไข้ 38-39 องศาเซลเซียส ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก ไม่ท้องเสีย กลางคืนจะร้องกวนกินนมน้อยลง บางครั้งอาจอาเจียน ไม่สนใจอยากเล่น วันรุ่งขึ้นไข้ยังสูง เมื่อไข้ลดจะปรากฏผื่น ขึ้นตามหน้าอก หลัง เป็นเม็ดแดง เล็กเหมือนรอยยุงกัด ผื่นจะมีมากขึ้นลามไปที่หน้า คอ แขน ขา ผื่น อุจจาระตอนเย็นวันที่ 3 หรือตอนเช้าวันที่ 4 มักเหลว คล้ายท้องเสีย จะหายสนิทในวันที่ 5 โรคนี้เป็นแล้วหายง่าย ไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ไม่จำเป็นต้องให้ยา เพียงเช็ดตัวเพื่อลดไข้กันไข้ขึ้นสูงจนชักให้ลูกกินนมตามปกติ ถ้าไม่ยอมกินนม แต่ยอมกินน้ำผลไม้ ก็ให้กินน้ำผลไม้แทน
• ท้องผูก
o อาหารเสริมในระยะแรกส่วนใหญ่เป็นอาหารย่อยง่ายไม่ค่อยมีกากใยจึงไม่กระตุ้นลำไส้ ทำให้ท้องผูกง่าย ดังนั้นควรให้กินอาหารที่มีกาก เช่น ผักใบตำลึง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ใส่ลงไปในข้าวตุ๋น ถ้าหากลูกไม่ยอมกินผัก ก็ให้ผลไม้มากขึ้น ถ้าให้กินส้ม กล้วยแล้วยังไม่ดีขึ้น ลองให้มะละกอ ลูกพรุนบ้างถ้าอุจจาระ 2 วันครั้งหนึ่ง แล้วอุจจาระไม่แข็ง ลูกไม่ทรมานก็ไม่เป็นไร ไม่ควรใช้ยาถ่ายโดยไม่จำเป็น
"ลูกวัยนี้กินได้มากขึ้น เพราะเริ่มรู้ชาติอาหารอื่น และอยากกินมากขึ้น ควรให้อาหารเสริมที่มีโปรตีนมากๆเช่น ตับไก่บด ไข่ ปลา ถั่ว แล้วหมั่นชั่งน้ำหนักเดือนละครั้ง ถ้าน้ำหนักเพิ่มประมาณ 300 กรัมขึ้นไป แสดงว่าลูกเติบโตปกติดี"
"อาหารเสริมในระยะแรกส่วนใหญ่เป็นอาหารย่อยง่ายไม่ค่อยมีกากใยจึงไม่กระตุ้นลำไส้ ทำให้ท้องผูกง่าย ดังนั้นควรให้กินอาหารที่มีกาก เช่น ผักใบตำลึง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว"
ผื่นแดงและผื่นเม็ดนูน
เด็กที่อายุเกิน 6 เดือนแล้วยังเป็นผื่นแดงตามหลังใบหู ซอกคอลำคอด้านหลัง ซอกรักแร้ หากอาบน้ำแล้วผื่นไม่เห่อขึ้นมาก็ให้อาบได้ แต่ไม่ควรใช้สบู่ตรงผื่นสำหรับผื่นเม็ดนูน เป็นเม็ดสีแดง ขนาดเมล็ดข้าวตามข้อมือ ข้อเท้า 2-3 เม็ด เด็กรู้สึกคันมาก บางครั้งตรงหัวเป็นน้ำใส ถ้าเกิดที่ฝ่าเท้าตรงหัวที่เป็นน้ำใสจะแข็ง บางครั้งเป็นที่หน้าอก ท้อง นับเป็นผื่นแพ้ประเภทหนึ่งที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่เป็น บางครั้งเกิดขึ้นจากการกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อน หรือเป้นหลังจากที่ถูกยุง หรือ แมลง กัด ดังนั้นจึงควรงดอาหารดังกล่าวชั่วคราวและตัดเล็บลูกให้สั้นเสมอ เวลาลูกเกาจะได้ไม่อักเสบ เพราะเชื้อโรคเข้าไป"เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่แตกต่างกันไป วัยนี้บางคนอาจจะคลานได้บ้างบางคนอาจจะยังไม่คลาน ก็ไม่ถือว่าลูกพัฒนาการช้า"
พัฒนาการของหนู
• ร่างกาย
o ยันตัวขึ้นให้อยู่ในท่านั่งและท่าคลานได้บางคนอาจคลานได้แล้ว
o ถ้าช่วยดึงจะลุกขึ้นยืนได้
o ใช้นิ้วหยิบของได้คล่องขึ้น
o อยากหยิบช้อนเข้าปากเอง แต่ อาจไม่ตรงปากมากนัก
สังคม
o ส่งเสียงที่มีทั้งสระและพยัญชนะ ออกเสียงที่มีความหมายเฉพาะตัวได้ดีขึ้น
o จำเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นได้
o เริ่มเปรียบเทียบการกระทำของตนเองกับคนอื่น
o มีอารมณ์ขัน หัวเราะเสียงดังเมื่อชอบใจ
o สนใจของเล่น ชอบเล่นของเล่นมากขึ้นแบมือดูของในมือ
เล่นกับหนูหน่อย
ช่วงเวลาอาหารเสริม คุณแม่ต้องปล่อยให้ลูกสนุกกับการหยิบช้อนหรือหยิบอาหารเข้าปากเอง กินด้วยวิธีการของลูกน้อย เพราะจะเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการกินของลูกน้อย ยังไม่ต้องกังวลว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เพราะอาหารหลักของลูกคือน้ำนม การที่ลูกได้กินเองจะช่วยพัฒนาการด้านการใช้มือกับสายตาให้สัมพันธ์กัน
คุณแม่ต้องจำไดว้เสมอว่า เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่แตกต่างกันไป วัยนี้บางคนอาจจะคลานได้บ้างบางคนอาจจะยังไม่คลาน ก็ไม่ถือว่าลูกพัฒนาการช้า คุณแม่ต้องคอยสังเกตว่าลูกอาจจะเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยชอบเคลื่อนไหว ก็อาจจะกระตุ้นโดยการหาของเล่นมาเล่นกับลูก ชวนลูกเล่นบ่อยๆ (แต่ต้องดูว่าลูกพร้อมที่จะเล่นหรือเปล่า) พาออกไปเดินเล่นนอกบ้านบ่อยๆ เปิดโลกข้างนอกให้ลูกได้เรียนรู้ และกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลูก
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
