เมื่อสัตว์เลี้ยงของคุณเป็นโรคเบาหวาน

เมื่อสัตว์เลี้ยงของคุณเป็นโรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน...สัตว์ก็เป็นได้ โรคเบาหวานไม่ใช่โรคที่จะพบได้เฉพาะในคนเท่านั้น แต่สัตว์เลี้ยงของท่านก็สามารถเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน โดยปกติแล้วตับอ่อนเป็นอวัยวะที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หากการผลิตฮอร์โมนมีความผิดปกติ อาทิเช่น มีการสร้างน้อยหรือหรือไม่มีการสร้างเลยหรืออาจมีการสร้างแต่ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ลดลงจากเดิม จึงเป็นสาเหตุทำให้ขบวนการเผาผลาญ และการสะสมน้ำตาลเพื่อมาใช้เป็นพลังงานลดลง และเมื่ออินซูลินในร่างกายไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเป็นโรคเบาหวานในที่สุด สัตว์เลี้ยงที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรค โรคเบาหวาน มักเกิดในสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมากๆ ในสุนัขพบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 4-12 ปี และพบว่าพบในเพศเมียมากกว่าถึง 2 เท่า สายพันธุ์ที่พบบ่อยได้แก่ พุดเดิล ดัชชุน มิเนเจอร์พินเชอร์ มิเนเจอร์ ชเนาเซอร์ บีเกิล ปั๊ก โกลเดนรีทรีพเวอร์ ส่วนในแมวพบว่าแมวเพศผู้ที่ทำหมันแล้วสามารถพบได้มากกว่าเพศเมียถึง 1.5 เท่า หรือแม้กระทั่งในแมวชรา หรือแมวที่มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยมากกว่า 6.8 กิโลกรัมก็สามารถพบได้สูงอีกด้วย ชนิดของโรคเบาหวาน โรคเบาหวานที่มี 2 ชนิดด้วยกัน คือโรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes mellitus/ IDDM) Type I Diabetes และ เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (Non-insulin-dependent diabetes mellitus/NIDDM) Type II Diabetes โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน มักพบในสุนัขเป็นส่วนใหญ่ โรคเบาหวานชนิดนี้เกิดจากการที่ตับอ่อนของสัตว์สร้างอินซูลินไม่ได้เลย หรือสร้างได้แต่ได้น้อยมาก ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านทำลายตับอ่อนของตัวเอง ทำให้ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ จึงเรียกว่า "โรค ภูมิแพ้ต่อตัวเอง (autoimmune)" ทั้งนี้เป็นผลมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ร่วมกับการติดเชื้อ หรือการได้รับสารพิษจากภายนอก สัตว์ป่วยจำเป็นต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทนในร่างกายทุกวัน จึงจะสามารถเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน พบมากในแมว 80-95% โรคเบาหวานชนิดนี้เกิดจากการที่ ตับอ่อนของสัตว์ป่วยสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายหรือสร้างอินซูลินได้แต่ไม่ออกฤทธิ์ ทำให้มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น จนกลายเป็นเบาหวานได้ในที่สุด เบาหวานชนิดนี้เกิดได้จาก ความอ้วน, กรรมพันธุ์, จากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์, ยาขับ ปัสสาวะ, ยาคุมกำเนิด หรือพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอนอักเสบเรื้อรัง, มะเร็งของตับอ่อน, ตับแข็งระยะสุดท้าย, โรคคุชชิง เป็นต้น การควบคุมอาหารหรือการใช้ยาเบาหวานชนิดรับประทาน มักจะได้ผลในการควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ หรือบางครั้งถ้าระดับน้ำตาลสูงมากๆ ก็อาจต้องใช้วิธีการฉีดอินซูลินเป็นครั้งคราว รู้ได้อย่างไรเมื่อสัตว์เลี้ยงป่วยเป็นโรคเบาหวาน อาการเริ่มแรกที่สังเกตเห็นได้ง่าย คือ ปัสสาวะบ่อยและมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจจะมากกว่า 3 4 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไต จะดึงเอาน้ำออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อปัสสาวะมากจึงทำให้ร่างกายขาดน้ำ ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ และกินน้ำเยอะขึ้นบ่อยขึ้น เนื่องจากสัตว์ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงานไปใช้ได้ จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อ และไขมันแทน ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน ผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเพลีย หิวบ่อย กินเก่ง แต่น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว หากอาการรุนแรง อาจพบว่ามีอาการทางประสาท ตาเป็นต้อกระจก หรืออาจเกิดการตาบอดเฉียบพลันได้ ในรายที่มีข้อแทรกซ้อนอาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากภาวะคีโตนในเลือดสูงหรือที่เรียกว่า Diabetic Keto Acidosis(DKA) จะมีอาการ อาเจียน ท้องเสีย ซึม ขาดน้ำอย่างรุนแรงถือเป็นภาวะฉุกเฉินหากไม่ได้รับการรักษาอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช็คน้ำตาลในเลือดก่อนหาหนทางการรักษา เพื่อการติดตามและตรวจโรคเบาหวาน สัตวแพทย์มักจะนัดให้อดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง (ยกเว้นบางตัวที่หิวน้ำมาก อาจจะอนุโลมให้ดื่มน้ำเปล่าได้) เพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือด และอาจต้องตรวจปัสสาวะ หากพบว่าในปัสสาวะมีน้ำตาลสามารถสันนิษฐานได้ว่าสัตว์เลี้ยงอาจเป็นเบาหวานได้ ดังนั้นสัตว์เลี้ยงควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด หากค่าน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า 180 ในสุนัข และ มากกว่า250 ในแมว ให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นเบาหวานได้เช่นกัน เมื่อเริ่มทำการรักษา สัตวแพทย์มักจะแนะนำให้ฝากไว้ในโรงพยาบาล 5-7 วัน เพื่อทำการปรับระดับอินซูลินที่ใช้ฉีดจนกว่าจะได้ขนาดที่พอเหมาะและปลอดภัยต่อสัตว์ป่วย แล้วจึงให้เจ้าของสัตว์เป็นผู้ฉีดยานี้ต่อที่บ้านเอง การให้อินซูลินเพื่อควบคุมโรคเบาหวานจำเป็นต้องมีการนัดมาสุ่มตรวจหาน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ (ปีละ 2-3 ครั้ง) เพื่อปรับระดับยาฉีดนี้ให้เหมาะสม โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดไดแต่สามารถควบคุมได้ โดยการฉีดอินซูลินเหมือนในคน และจัดให้มีการออกกำลังกาย และควบคุมสารอาหารบางอย่าง อาทิเช่น อาหารควรมีระดับกากอาหารในระดับปานกลางถึงสูง เพื่อควบคุมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และกากอาหารจะทำให้การดูดซึมกลูโคสของลำไส้เป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้ช่วยลดปริมาณของกลูโคสให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะในเลือดได้ ข้อควรรู้เมื่อต้องดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่เป็นเบาหวาน การฉีดอินซูลิน ในรายที่มีความจำเป็นต้องใช้อินซูลิน สัตว์ป่วยมีความจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อได้รับการฉีดอินซูลิน และตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วง1-3 วันแรก หากไม่พบข้อแทรกซ้อนหรืออาการผิดปกติใดๆ สามารถรับกลับบ้านและฉีดอินซูลินโดยเจ้าของได้ จากนั้น 1 สัปดาห์จึงนัดมาตรวจเลือดเพื่อประเมินค่าน้ำตาลในเลือดแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าขนาดอินซูลินที่ใช้เหมาะสมกับสัตว์ป่วยแต่ละตัว การดูแลเรื่องอาหาร ควรจัดอาหารที่มีสัดส่วนและคุณค่าอาหารคงที่ เวลาในการให้ควรเป็นช่วงเวลาเดียวกันตลอด ปัจจุบันมีอาหารสำเร็จรูปที่ทำมาสำหรับสัตว์ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ หรือหากอยากเลือกอาหารปรุงเองก็ได้ค่ะ การออกกำลังกาย ควรมีกิจกรรมให้สุนัขออกกำลังกายในสัตว์ป่วยแต่ละตัวอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสม จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียวในการรับมือกับโรคนี้แต่อย่างน้อยก็ยังมีแนวทางการหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยงของสัตว์เลี้ยงที่จะเกิดโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนัก อาหาร หรือการหมั่นตรวจสุขภาพก็จะช่วยให้เรารู้เร็วเท่าทันโรคได้ เรื่องโดย ทีมสัตวแพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ

ติดตามSanook! Women

ผู้หญิง สุขภาพ ผู้หญิง ผู้ชาย ความงาม ทรงผม แต่งตัว เสื้อผ้า แฟชั่น sexy ทุกๆ เรื่องที่คุณอยากรู้ ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!