รู้จักแอดมินสาว เพจอารมณ์ดี "ตามติดชีวิตอินเดีย"กับเรื่องราวหญิงเดี่ยวสุดฮาในต่างแดน

รู้จักแอดมินสาว เพจอารมณ์ดี "ตามติดชีวิตอินเดีย"กับเรื่องราวหญิงเดี่ยวสุดฮาในต่างแดน

รู้จักแอดมินสาว เพจอารมณ์ดี "ตามติดชีวิตอินเดีย"กับเรื่องราวหญิงเดี่ยวสุดฮาในต่างแดน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

โดย เด็กหญิงเบ๊กกี้

การไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศคนเดียว อาจทำให้หลายคนต้องปรับตัวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ความแตกต่างทางวัฒนธรรม รวมถึงสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคยในสังคมนั้นๆ บางครั้งก็อาจมีอารมณ์ความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ คิดถึงบ้าน บางคนจึงเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของตนลงในโซเชียลมีเดีย เสมือนเป็นเพื่อนไว้คอยพูดคุยปรับทุกข์กัน

เช่นเดียวกับเรื่องราวของนักศึกษาปริญญาโทวัย 24 ปี ที่มาเรียนต่อยังประเทศอินเดีย เธอได้สร้างเพจเฟซบุ๊ค"ตามติดชีวิตอินเดีย" เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตประจำวันที่สอดแทรกวิถีชีวิตของคนอินเดียในมุมมองของเธอ

ประชาชาติฯออนไลน์ ชวนผู้อ่านทำความรู้จักกับ "ขิม พัทธมนญส์ กาญจนพันธ์ุ" เจ้าของเพจอารมณ์ดี "ตามติดชีวิตอินเดีย" ที่ขณะนี้มีแฟนเพจติดตามกว่าแสนไลค์ มารู้ตัวตนของเธอกันมากขึ้น และอะไรที่ทำให้ชาวเน็ตชื่นชอบเรื่องราวในเพจนี้

แนะนำตัว
ชื่อขิมค่ะ เป็นคนเชียงใหม่ เรียนจบปริญญาตรีด้านการจัดการสมัยใหม่และเทคโนโลยีสารสนเทศ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันมาเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ที่ Koshys college เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดียค่ะ

ที่มาที่ไป ทำไมถึงเลือก "อินเดีย"
เริ่มจากตอนเรียนจบป.ตรี ก็ทำงานก่อนอยู่ประมาณ 7 เดือน แล้วเบื่อๆงาน อยากลองไปทำอะไรใหม่ๆ เลยคิดว่าจะไปเรียนภาษาอังกฤษ พอหาข้อมูลว่าจะไปประเทศไหนดี ลองดูเมืองฝรั่งแล้วค่าเรียนแพงมาก ทีนี้มาเจอคอร์สเรียนของฟิลิปปินส์ อินเดีย มาเลเซีย แล้วสรุปว่าอินเดียถูกที่สุด ก็เลยตัดสินใจเลือก พอมาเรียนภาษาอังกฤษได้ประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มอยู่ได้เลยคิดว่าเรียนต่อป.โทด้วยเลยแล้วกัน จนถึงตอนนี้มาเรียนป.โทได้ประมาณ 6-7 เดือนแล้วค่ะ

แต่ก็รู้นะว่าอินเดียมันน่ากลัว เห็นข่าวเรื่องข่มขืนเยอะ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนอยู่ง่าย เราก็ไม่ได้ไปทำตัวเสี่ยง ไม่แต่งตัวโป๊ เรียนเสร็จก็กลับบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนตอนกลางคืน คิดอย่างนี้ก็เลยไม่มีอะไรน่ากลัว

คิดว่าตัวเองเป็นคนปรับตัวได้ง่าย
แต่พอมาจริงๆตอนแรกปรับตัวไม่ได้เลยนะคะ กลับมาห้องร้องไห้ทุกวัน มันใหม่ไปหมด จริงๆมีรูมเมทด้วย เป็นเพื่อนคนไทย แต่ก็ไม่ได้สนิทขนาดนั้น แล้วเขาก็ไม่ได้เรียนกับเรา เวลาไม่ตรงกัน ตอนนั้นคือช็อคกับทุกอย่าง ทำไมคนอินเดียเป็นแบบนี้ ทำไมต้องตะโกนใส่เรา ทำไมต้องมองเราแบบนั้น ทำไมต้องโกง จะออกไปกินข้าวก็สั่งไม่เป็น เมนูอะไรก็ไม่รู้จัก ซึมเศร้าไปหมด อยู่แต่ในห้อง คือเหมือน culture shock

ชีวิตประจำวันที่อินเดียเป็นยังไงบ้าง
ที่นี่ค่าครองชีพไม่แพงค่ะ อย่างห้องพักที่เช่าอยู่ค่าใช้จ่ายก็ราวๆ 3,500 บาทต่อเดือน หรือค่ากินค่าใช้ ถ้าออกไปกินข้างนอกจะมื้อละประมาณ 70-100 บาท แต่ถ้าซื้อกับข้าวมาทำเองก็สบาย ประหยัดได้ทั้งสัปดาห์เลย เป็นข้อดีที่ว่าเราไม่ต้องออกไปทำงานพิเศษหาเงินเรียน หรือจ่ายค่าเช่าห้องแพงๆอะไรแบบนั้น พอเรียนเสร็จแล้วยังพอมีเวลาได้พักผ่อน

แล้วพอเริ่มมีเพื่อน เพื่อนชวนไปโน่นไปนี่ ก็ได้ทำอะไรเยอะขึ้น รู้สึกสนุกขึ้น หรือว่าบางวันอยู่แต่ในห้อง ไม่ได้ไปไหน มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด เมืองบังกาลอร์ก็ไม่ได้กันดาร ป่าเถื่อนขนาดนั้น เมืองนี้มีทุกอย่าง มีห้าง มีผับ เมืองใหญ่พอๆกับเชียงใหม่เลยนะคะ แถมมีห้างมากกว่าเชียงใหม่อีก เป็นเมืองที่มีทั้งโรงงาน บริษัทไอที มหาวิทยาลัย

เดินทางไปมหาวิทยาลัยยังไง
ขี่มอเตอร์ไซค์บ้าง ซื้อรถมือสองมาใช้เองด้วยค่ะ แต่เวลาขี่มอเตอร์ไซค์ไปก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะถนนเป็นดินลูกรัง เวลาจอดรถตบที่ตัวนี่ติดฝุ่นไปหมดเลยเสื้อผ้า ผม นี่เป็นสีส้มเลยค่ะ ตาแห้ง ขี้ฝุ่นเต็มตา ทรมานสังขารเหมือนกันค่ะ บางวันก็เลยนั่งรถเมล์

เรื่องการเรียนที่นี่ล่ะ
มีบางคนที่มาแล้วอยู่ไม่ได้นะ แบบจ่ายค่าเรียนแล้ว มาเรียนแล้ว แต่ก็กลับไป ไม่เรียนต่อ เพราะว่าระบบการเรียนมันยาก คือที่นี่เรียนหนักกว่ามัธยมฯที่ไทยอีกค่ะ ปริญญาโทที่นี่เรียนจันทร์ถึงเสาร์ 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ตอนปริญญาตรีเรายังไม่ได้เรียนขนาดนั้นเลย มันก็เครียดค่ะ แถมเรียนเป็นภาษาอังกฤษ

ที่อินเดียทั้งปริญญาตรีและโท จะเหมือนกันหมดคือเรียนจันทร์ถึงเสาร์ เช้าถึงเย็น เรียนเหมือนเป็นหุ่นยนต์เลยค่ะ ใช้ระบบท่องจำ ทำข้อสอบต้องเขียนหลายๆหน้า ถึงคำตอบเราจะถูกแต่ถ้าเขียนหน้าเดียวก็ไม่ได้คะแนน แล้วต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย เลยคิดว่าทำให้หลายๆคนท้อ แล้วกลับไทยไป คือแค่เรื่องการใช้ชีวิตก็ยากแล้ว ยังต้องเจอระบบการเรียนแบบนี้อีก ก็เลยปรับตัวลำบากเหมือนกัน

ตอนนี้ปรับตัวได้ระดับไหนแล้ว
ตอนนี้เรื่องการใช้ชีวิตปรับตัวได้แล้ว เหลือเรื่องการเรียนที่ตอนนี้คือภาษายังไม่ค่อยแข็ง เราได้ภาษาในระดับปานกลางคือ ฟังออก อาจารย์สอนเข้าใจ พูดได้ ตอบได้ แต่พออ่านเขียน บางทีเราไม่มีคลังคำศัพท์เยอะขนาดนั้น บางทีอ่านหนังสือก็ต้องเปิดดิกชันนารีไปด้วย

เพื่อนคนอินเดียเขามีไลฟ์สไตล์เหมือนหรือต่างกับเรา
ต่างค่ะ เพื่อนคนอินเดียเขาไม่แม้แต่ฟังเพลงภาษาอังกฤษ เขาดูหนัง ฟังเพลงแต่ประเทศเขา ภาษาเขา ไม่เคยดูหนังฝรั่ง เวลาถามเขาว่าเคยดูหนังฝรั่งไหม เขาก็จะบอกว่าเคยดูเรื่องไททานิค อย่างเรื่องการแต่งตัวเขาก็จะไม่ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์เหมือนเรา เขาจะใส่ชุดของเขา หรือบางทีด้วยความที่เราเป็นคนชอบยิงมุกใส่เพื่อนๆ เราเล่นมุกอะไรไป ก็ไม่มีใครขำ แถมต้องยิงมุกเป็นภาษาอังกฤษด้วยบางทีเขาไม่เข้าใจ เลยกลายเป็นคนเงียบๆไปเลย

มาที่เพจ "ตามติดชีวิตอินเดีย" กันบ้าง เล่าที่มาที่ไปของเพจ
ตอนแรกเล่าในเฟซบุ๊คตัวเองก่อน เราก็เล่าไปว่าวันๆหนึ่งเจออะไรบ้าง มาบ่น เพื่อนก็ชอบมาตามอ่าน บางทีก็มาถามว่าวันนี้ไม่โพสต์อะไรเหรอ วันนี้เป็นยังไง พอเราเริ่มโพสต์เยอะขึ้นทุกวัน เพื่อนก็บอกลองไปทำเพจเถอะ จะได้มีแต่เรื่องอินเดีย เพราะบางทีเราบ่นในเฟซบุ๊คเราเองก็จะมีเรื่องอื่นด้วย

ตอนแรกๆคนอ่านมีไม่กี่คนเอง ประมาณร้อยกว่าคน มีแต่เพื่อนทั้งนั้น เพราะเราไม่ได้ไปโปรโมทเพจ แค่เล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง ตอนแรกเพจก็เลยหยาบคายมาก (หัวเราะ) ตอนหลังพอเริ่มมีคนมากดไลค์เยอะขึ้น ก็เลยรู้สึกเกรงใจ

คนที่มาติดตามเพจเราส่วนใหญ่เป็นใคร
มีตั้งแต่เด็กนักเรียน ส่วนใหญ่ก็จะถามเรื่องเรียนต่อ ถามเรื่องการใช้ชีวิตที่อินเดีย หรือว่าพระ คุณยาย แม่บ้านอินเดียที่มาแต่งงานกับคนที่นี่ คนที่มาทำงานที่อินเดีย หลากหลายกลุ่มมาก รู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นจากเพจเยอะมาก บางคนมาเรียนที่นี่เหมือนกัน ก็นัดเจอกัน ไปกินข้าวบ้านเขาทุกวัน กลายเป็นเพื่อนกันไปเลย ก็สบายใจดีค่ะ มีเพื่อนเพิ่ม

แล้วรู้ไหมว่าทำไมจู่ๆคนมากดไลค์เยอะขึ้นมาก

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม งงมากเหมือนกันค่ะ เหมือนว่ายอดคนกดไลค์เพิ่มขึ้นทีละนิดๆ คิดว่าคงมาจากที่เขาแชร์กันเยอะ หลายๆเว็บก็เขียนถึงเพจเรา เลยเริ่มจะเป็นคนดังเลยทีนี้

อาจเป็นเพราะสไตล์การเล่าเรื่องที่ตลก มีเอกลักษณ์ เลยทำให้คนสนใจและอยากอ่านเรื่องที่เราเขียน

น่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ เพราะเวลาเล่าเรื่องอะไร จะเป็นคนที่ใส่อินเนอร์เยอะมาก เวลาเจอหน้าเพื่อน เล่าเรื่องทีสีหน้า มือไม้ประกอบเต็มไปหมด เวลาอธิบายอะไรก็ชอบเล่าเยอะ เป็นฉากๆ

กระแสตอบรับ

เพราะเพจเราตลก ไม่ใช่เเค่โพสต์เล่าเรื่องของเรา แตคนที่มาคอมเม้นต์ก็ตลก เหมือนคนที่เจอเหตุการณ์เดียวกัน เขาก็จะมาเล่าเรื่องที่เขาเจอ แต่ละโพสต์จะมีคอมเม้นต์พีคๆเยอะมาก บางเรื่องที่คนคอมเม้นต์เขาเจอมาตลกกว่าเรื่องเราอีก เป็นเหมือนศูนย์รวมเรื่องแปลกไปเลย

อย่างเรื่องที่โพสต์ไปว่า คนอินเดียเอาไม้เรียวตีรถ แล้วมีคนมาคอมเม้นต์ว่าเจอเหตุการณ์นี้เหมือนกัน เขาเล่าว่าไปแคชเมียร์ แล้วมีการกั้นถนนไม่ให้รถผ่าน แต่คนขับรถที่เขานั่งอยู่จะแหกด่าน หันมาบอกผู้โดยสารว่าเราแหกด่านกันแล้วนะ แล้วทีนี้ตำรวจเอาไม้มาไล่ตี คนขับก็เลยจอด ลงไปทะเลาะกันกับตำรวจ ทำท่าเหมือนจะตีกันอยู่แล้ว ระหว่างที่ทะเลาะกันอยู่ๆก็มีเด็กเสิร์ฟน้ำชามาให้จิบระหว่างทะเลาะกัน คนที่เล่าเรื่องเขาก็บอกว่างงมาก ก็เป็นเรื่องตลกๆที่มาแชร์กันในเพจ

เจอเกรียนๆ หรือกระแสไม่ดีบ้างไหม
ส่วนใหญ่จะไม่เจอในเพจโดยตรง แต่จะเจอจากข้างนอกที่เขาแชร์เรื่องเราไป คงเพราะเขาไม่ได้เข้ามาอ่านเองทุกเรื่อง ทุกประโยค ทุกคำพูด ก็เลยด่านำไปก่อน

เคยมีกระแสดราม่าว่าเล่าเรื่องดูถูกคนอินเดีย
จริงๆ แล้วเราไม่ได้ไปดูถูกใคร คือเราไม่ได้เอาเรื่องเขามาประจาน มาโพสต์ให้เสียหาย ให้คนอื่นหัวเราะเยาะ คือคนที่เราเอาเรื่องเขามาเล่ายังตลกเลย เขายังหัวเราะเรื่องตัวเองเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมคนอื่นต้องดราม่า อย่างป้าเจ้าของบ้าน (ที่เช่าอยู่) เขาก็รู้ เขายังถามว่าลงแล้วมันจะดีไหม จะเป็นยังไง พอลงแล้วคนชอบ เขาก็ชอบ หรืออย่างเพื่อนๆเขาก็ชอบ เวลามีคนกดไลค์เป็นพัน เขายังเอามาอวดกัน หรือบางทีเราโพสต์อะไร เขามาให้เราแปลให้ฟังหรือบางทีก็เอาไปแปลกูเกิ้ลทรานสเลท เพื่อนเขารู้เรื่องหมดนะ บางทีเราก็ยังไม่ได้เล่าให้ฟัง

อย่างที่เคยเล่าในเพจว่ามีหนุ่มๆมาจีบเยอะมาก เล่าให้ฟังหน่อย
ใช่ค่ะ มีมาจีบเยอะมาก หลายรูปแบบ ถ้าแบบคนอาหรับบางทีจะมาถามอะไรโง่ๆ เหมือนคิดมุกไม่ออก สมมุติว่าเรายืนอยู่หน้าวัด บางทีก็มาถามว่าขอโทษนะ วัดไปทางไหน เราก็บอกว่าก็ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่หน้าวัดไง แล้วก็ถามชื่ออะไรๆ แบบนี้ หรืออย่างเข้ามาถามว่าหมวกสวยจัง ซื้อที่ไหนหรอ หรือเราจูงหมาเดิน ก็มาถามว่าหมาน่ารักจัง ซื้อที่ไหน เราก็บอกไม่ใช่หมาเรา ก็ยังทำเนียนขอเบอร์ว่าเผื่อเอาไว้คุยเรื่องหมา บางทีก็ขี่มอไซค์มาขนาบข้างขอเบอร์เลยก็มี คนที่นี่เขากล้าหาญกันมาก ไม่มีเขินอายเลย

แล้วเพื่อนผู้หญิงคนอินเดียเขาเคยเจอเหตุการณ์แบบเราบ้างไหม

เพื่อนที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ เขามาจากต่างจังหวัด มาจากเมืองเล็กๆที่ไม่มีผับด้วยซ้ำ ไม่เคยดื่ม ไม่เคยมีแฟน เรียบร้อย แต่ถ้าในบังกาลอร์วัยรุ่นทั่วไปเขาก็เหมือนคนไทยนะ มีเที่ยวผับ กินเหล้า มีแต่เพื่อนที่มหาวิทยาลัยนี่แหละที่ส่วนใหญ่จะเรียบร้อย เป็นสไตล์เนิร์ด เรียนอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่สไตล์เราเลย (หัวเราะ) เลยมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งด้วย ที่เขาจะชวนเราไปนั่นไปนี่ มีกิจกรรมอื่นๆ

แล้วเราเลือกอยู่หอข้างนอกด้วย เพระว่าหอในมหาวิทยาลัย เขาจะค่อนข้างเคร่งครัด หนึ่งทุ่มก็ปิดประตูไปไหนไม่ได้แล้ว อาหารการกินก็ลำบากหน่อย เพราะเลือกไม่ได้ ต้องกินตามที่เขาจัดมาให้ แล้วอาหารอินเดียก็กลิ่นแรงด้วย กินยากค่ะ

คิดว่าอยากจะทำอะไรเพิ่มเติมในเพจอีกไหม

ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ เพราะเรื่องที่เราเจอทุกวันก็มีอะไรใหม่ๆมาเรื่อยๆ เหมือนที่มีประชาชาติฯออนไลน์มาสัมภาษณ์นี้ก็เป็นเรื่องใหม่เหมือนกัน (หัวเราะ) เหมือนเราแค่บ่น คุยในเพจ แล้วอยู่ๆก็มีคนมาสนใจติดตามเรา เหมือนมีเพื่อนที่คอยรับรู้เรื่องใหม่ๆที่เกิดขึ้นกับเรา ตื่นเต้นไปพร้อมๆกับเราค่ะ ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้านี่สอบตกแล้วกลับไทย ปิดเพจเลยนะทีนี้ (ฮา) ล้อเล่นค่ะ ถ้าสอบตกก็รอซ่อมแล้วกันค่ะ เผลอๆอยู่นานกว่าเดิมด้วยซำ้ เพราะเรียนไม่ผ่านสักที (หัวเราะ)

คิดว่าจะลองเขียนหนังสือไหม
คิดอยู่เหมือนกันค่ะ มีสำนักพิมพ์ติดต่อมาประมาณ 5-6 สำนักพิมพ์ ก็เป็นโอกาสดีๆ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าประเด็นที่เราเขียนจะดีหรือเปล่า ที่ทำเพจอยู่ตอนนี้เหมือนเราแค่บ่น ปรับทุกข์ เล่าเรื่องที่เจอมาในแต่ละวันมากกว่า แต่พอมีคนบอกว่าเขียนหนังสือสิ เราก็มาคิดอีกทีว่า เออถ้าทำแล้วได้เงิน ก็น่าสนใจนะ (หัวเราะ)

ถ้าเกิดว่าต้องกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ตอนแรกที่คนเริ่มมาอ่านเพจเราเยอะ เกร็งค่ะ รู้สึกสูญเสียตัวตน เหมือนเราเป็นตัวเองไม่ได้แล้ว การเป็นตัวเองมันหยาบคายเกินไป พอหยาบคายแล้วคนอื่นรับไม่ได้ จริงๆเราก็ไม่ได้อยากเป็นแบบอย่างของใคร มันเลยเกร็งตรงที่ว่าอยู่ดีๆก็มีคนมาจับจ้องเราจนทำอะไรไม่ได้ เหมือนมาอ่านเรื่องเราเอง พอไม่ชอบ ก็มาด่าอีก เลยงง ทำตัวไม่ถูกตอนแรกๆค่ะ เพราะเราไม่ชอบดราม่าด้วย คืออยากให้เข้าใจก่อนว่า เราเล่าเรื่องชีวิตประจำวัน วันนี้เจอเรื่องนี้มา เอามาเล่าให้ฟัง มันก็คือสิ่งเราเจอมาในวันนั้น ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆแต่งเรื่องขึ้นมา

จริงๆเราก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีคนรู้จักเยอะเลยนะ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา แค่มีเพื่อนเพิ่มขึ้น มีคนที่อยากอ่านเรื่องของเรามากขึ้น อีกอย่างเพราะเรายังอยู่ที่อินเดียด้วยแหละค่ะ ออกไปข้างนอกก็ไม่มีใครรู้จักเรา ได้แต่นั่งหัวเราะอยู่หน้าโทรศัพท์คนเดียว แต่ไม่แน่ถ้ากลับไทยแล้วมีคนรู้จักเรา อาจจะรู้สึกเปลี่ยนก็ได้ค่ะ ก็ยังไม่รู้จะทำตัวยังไงเหมือนกันค่ะ จะยิ้มมุมไหน จะทักทายยังไง ยังไม่ได้เตรียมตัวเลยค่ะ (หัวเราะ)

เมื่อได้รู้จักตัวตนของเจ้าของเพจ "ตามติดชีวิตอินเดีย" มากขึ้นแล้ว ทำให้รู้เลยว่า นอกจากเรื่องราวอินเดียในมุมสุดฮาที่เอาถ่ายทอด ตัวเธอนั้นยังเต็มไปด้วยความสดใสและอารมณ์ขัน อย่างที่ชาวเน็ตบอกต่อกันว่าใครอยากผ่อนคลายให้เข้ามาอ่านเพจของเธอนั่นเอง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล