วิธีเลือกลิปสติกให้เหมาะกับตัวเอง ดูอะไรบ้างก่อนซื้อ?

ลิปสติกเป็นหนึ่งในไอเทมแต่งหน้าที่ช่วยเพิ่มสีสันให้ใบหน้าได้ง่าย แม้ในวันที่ไม่ได้แต่งหน้าเต็มขั้น การเลือกใช้ลิปเพียงหนึ่งชิ้นก็สามารถช่วยเติมสีให้ริมฝีปากและทำให้ลุคโดยรวมดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำหรับริมฝีปากให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งลิปสติกแบบแท่ง ลิปทินต์ ลิปกลอส ลิปบาล์ม และลิปไลเนอร์ รวมถึงมีความแตกต่างกันทั้งเรื่องสี เนื้อสัมผัส ความมันวาว และคุณสมบัติของสูตร
ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อลิปสติกสักแท่ง นอกจากดูสีที่ชอบแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ควรพิจารณา

วิธีเลือกลิปสติกให้เหมาะกับตัวเอง ดูอะไรบ้างก่อนซื้อ?
1. เลือกจากสิ่งที่ต้องการใช้
ก่อนซื้อควรถามตัวเองก่อนว่า ต้องการให้ลิปทำหน้าที่อะไร
หากต้องการเติมสีให้ริมฝีปาก ลิปสติกสีหรือลิปทินต์ก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง หากต้องการเพิ่มความเงา สามารถเลือกใช้ลิปกลอส ส่วนคนที่ต้องการดูแลริมฝีปากให้รู้สึกชุ่มชื้น อาจมองหาลิปบาล์มหรือผลิตภัณฑ์ที่ระบุคุณสมบัติด้านการให้ความชุ่มชื้น
หากต้องการวาดหรือเน้นรูปปาก ลิปไลเนอร์ก็สามารถใช้เพื่อกำหนดขอบปากก่อนทาลิปสีได้
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นสามารถมีหลายคุณสมบัติพร้อมกันได้ เช่น ลิปทินต์ที่ให้ทั้งสีและความชุ่มชื้น หรือผลิตภัณฑ์ที่ให้สีพร้อมฟินิชแบบมันวาว ดังนั้นควรดูรายละเอียดของสูตรจากฉลากหรือข้อมูลของผู้ผลิตประกอบด้วย
2. เลือกเนื้อลิปให้เหมาะกับลุคที่ต้องการ
เนื้อลิปมีผลโดยตรงต่อความรู้สึกและลุคหลังทา เช่น
- เนื้อแมตต์ เหมาะกับคนที่ชอบสีชัดและฟินิชที่มีความมันวาวต่ำ
- เนื้อซาติน ให้ความเงาเล็กน้อย เหมาะกับคนที่ต้องการสีชัดแต่ไม่อยากได้ลุคด้านสนิท
- เนื้อเชียร์ ให้สีบางเบาและโปร่งแสง เหมาะกับลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ
- เนื้อครีม ให้สัมผัสนุ่มและสีค่อนข้างชัด ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละผลิตภัณฑ์
- High-Shine หรือกลอส เน้นความเงาและช่วยให้ริมฝีปากดูมีมิติมากขึ้น
ดังนั้นจึงไม่มีเนื้อลิปแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ควรเลือกจากลุคและสัมผัสที่ตัวเองชอบ
3. ดูสภาพริมฝีปากก่อนเลือก
สภาพริมฝีปากก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา
หากริมฝีปากแห้งหรือลอก อาจรู้สึกไม่สบายเมื่อใช้ลิปบางสูตร โดยเฉพาะสูตรที่ให้ฟินิชด้านและมีความมันวาวต่ำ จึงอาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้สัมผัสสบายริมฝีปากและเตรียมริมฝีปากก่อนแต่งหน้า
แต่ไม่ควรเหมารวมว่าลิปเนื้อใดจะทำให้ริมฝีปากแห้งเสมอไป เพราะสูตรของแต่ละผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน
หากทาผลิตภัณฑ์แล้วเกิดอาการคัน แสบ ระคายเคือง หรือมีผื่นบริเวณริมฝีปาก ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นและสังเกตอาการ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสริมฝีปาก เช่น ลิปสติก ลิปบาล์ม และลิปกลอส สามารถเกี่ยวข้องกับภาวะผื่นแพ้สัมผัสได้ในบางคน
4. เลือกสีจากลุคที่อยากได้ ไม่จำเป็นต้องยึดตามสีผิว
การเลือกสีลิปสติกไม่มีสูตรตายตัวว่าผิวโทนไหนต้องใช้สีอะไร เพราะความชอบ สไตล์การแต่งหน้า และโอกาสที่ใช้ก็มีส่วนสำคัญ หากต้องการลุคธรรมชาติ อาจเลือกสีที่ใกล้เคียงกับสีริมฝีปากหรือโทนที่ดูนุ่มนวล
หากต้องการให้ริมฝีปากโดดเด่น สามารถเลือกสีที่มีความเข้มและแตกต่างจากลุคโดยรวมมากขึ้น ส่วนการแต่งหน้าในโอกาสต่าง ๆ ก็สามารถเลือกสีให้เข้ากับสไตล์ของงาน เสื้อผ้า หรือเมกอัพโดยรวมได้
สิ่งสำคัญคือเลือกสีที่ตัวเองชอบและรู้สึกมั่นใจเมื่อใช้ มากกว่าการยึดกฎว่าสีผิวแบบใด “ต้อง” ใช้สีไหน
5. อ่านฉลากและส่วนผสมก่อนซื้อ
การเลือกเครื่องสำอางไม่ควรดูเพียงสีหรือแพ็กเกจ แต่ควรอ่านข้อมูลบนฉลากด้วย โดยเฉพาะส่วนผสมและคำแนะนำในการใช้
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีสี ควรเลือกสินค้าที่มีแหล่งผลิตและข้อมูลผลิตภัณฑ์ชัดเจน เพราะสีที่ใช้ในเครื่องสำอางต้องเป็นสีที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามวัตถุประสงค์นั้น ๆ
6. เลือกผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
ไม่ควรเลือกจากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าผลิตภัณฑ์มีข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริโภคครบถ้วนหรือไม่ เช่น ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย ส่วนประกอบ วิธีใช้ และข้อมูลที่จำเป็นตามกฎหมายของประเทศที่จำหน่าย
7. ถ้ามีประวัติแพ้ ควรให้ความสำคัญกับส่วนผสม
คนที่เคยมีอาการระคายเคืองจากเครื่องสำอางควรอ่านส่วนผสมอย่างละเอียด และหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ตัวเองเคยมีปฏิกิริยา
หากเกิดอาการผิดปกติซ้ำ ๆ หลังใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อหาสาเหตุ แทนการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ไปเรื่อย ๆ
สรุปวิธีเลือกลิปสติกให้เหมาะกับตัวเอง
การเลือกลิปสติกในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงเรื่อง “สีไหนเข้ากับสีผิว” แต่ควรดูหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งวัตถุประสงค์ในการใช้ เนื้อลิป ฟินิช สภาพริมฝีปาก ส่วนผสม และข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
ก่อนซื้อ ลองเช็กง่าย ๆ ว่า เราต้องการอะไรจากลิปแท่งนี้ ชอบเนื้อแบบไหน ริมฝีปากมีสภาพอย่างไร และผลิตภัณฑ์มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้เลือกลิปสติกได้ตรงกับการใช้งานมากขึ้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




