5 ของใช้ใกล้ตัว "ดับกลิ่นตู้เย็น" ลดเหม็นอับ ดูดความชื้น เคล็ดลับง่ายๆ ได้ผลน่าทึ่ง

5 ของใช้ใกล้ตัว "ดับกลิ่นตู้เย็น" ลดเหม็นอับ ดูดความชื้น เคล็ดลับง่ายๆ ได้ผลน่าทึ่ง

5 ของใช้ใกล้ตัว "ดับกลิ่นตู้เย็น" ลดเหม็นอับ ดูดความชื้น เคล็ดลับง่ายๆ ได้ผลน่าทึ่ง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

5 ของใกล้ตัวช่วยดับกลิ่นตู้เย็น ผ้าขนหนู ทิชชู เบกกิ้งโซดา ไปจนถึง “ถ่าน” ใช้อย่างไรให้ได้ผล

เปิดตู้เย็นทีไร กลิ่นอาหารสารพัดชนิดลอยปะทะออกมาทุกครั้ง ทั้งกลิ่นของสด อาหารปรุงสุก หรือกลิ่นอับจากความชื้น หลายบ้านจึงมีทริกนำของใกล้ตัวใส่ไว้ในตู้เย็น เพื่อช่วยลดกลิ่นและจัดการความชื้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นราคาแพง

อย่างไรก็ตาม ก่อนนำอะไรเข้าไปวาง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องกำจัดต้นตอของกลิ่นก่อน เช่น อาหารเสีย เศษอาหาร น้ำจากเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่หกเลอะ เพราะการใส่ตัวช่วยดูดกลิ่นไม่สามารถทดแทนการทำความสะอาดได้ FDA แนะนำให้ทำความสะอาดตู้เย็นเป็นประจำและเช็ดสิ่งที่หกทันที เพื่อลดการสะสมของสิ่งปนเปื้อนภายในตู้เย็น 

ของใช้ใกล้ตัวในบ้าน 5 ทริกดับกลิ่นตู้เย็นง่ายๆ ดังนี้

1. กระดาษทิชชู่ (ม้วนหนา)

ความชื้นในตู้เย็นเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นอับ โมเลกุลของน้ำที่ควบแน่นจะจับเอาความชื้นและกลิ่นต่างๆ ไว้ กระดาษทิชชู่ม้วนจะทำหน้าที่เหมือน "ฟองน้ำดูดความชื้น" และช่วยกักเก็บกลิ่นอับเอาไว้ในเส้นใย 

ดังนั้น ทิชชูไม่ได้มีหน้าที่ดูดกลิ่นอาหารโดยตรง แต่การลดน้ำที่สะสมอยู่รอบอาหารสามารถช่วยให้พื้นที่จัดเก็บแห้งและดูแลความสะอาดได้ง่ายขึ้น

วิธีใช้ให้นำม้วนกระดาษทิชชู่ (แบบม้วนใหญ่หรือทิชชู่ซับน้ำมันงานครัว) ไปวางไว้ตรงมุมตู้เย็นหรือชั้นกลาง เปลี่ยนม้วนใหม่ทุกๆ 2-3 สัปดาห์ โดยม้วนเก่าเอานำออกมาเช็ดทำความสะอาดคราบเลอะทั่วไปได้ ไม่เสียของ 

นอกจากนี้กระดาษอเนกประสงค์สำหรับงานครัวเป็นอีกตัวช่วยที่เหมาะกับบริเวณเก็บผัก โดยเฉพาะผักใบที่มีน้ำเกาะหรือเกิดความชื้นสะสมง่าย University of Georgia Extension ระบุว่า หากผักมีน้ำสะสมจนมีแนวโน้มเสียเร็ว สามารถใช้กระดาษอเนกประสงค์แห้งรองไว้เพื่อช่วยดูดน้ำส่วนเกิน และควรเปลี่ยนเมื่อกระดาษชื้น

2. ผ้าขนหนูผืนเล็ก

ใช้หลักการเดียวกับกระดาษทิชชู่ แต่เส้นใยผ้าโดยเฉพาะผ้าคอตตอน จะมีความซับซ้อนและระบายอากาศได้ดีกว่า ทำให้ ดูดซับทั้งความชื้นและกลิ่นตกค้าง ได้อย่างมั่นคง

วิธีใช้พับผ้าขนหนูผืนเล็กๆ (ผ้าแห้งและสะอาด) วางไว้ที่มุมชั้นวางของในตู้เย็น ซักทำความสะอาดและตากแดดให้แห้งสนิทสัปดาห์ละครั้ง แล้วนำกลับมาใช้ซ้ำได้ยาวๆ เป็นวิธีที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสุดๆ

ข้อสำคัญ อย่าปล่อยผ้าขนหนูชื้นหรือมีกลิ่นอับทิ้งไว้ในตู้เย็นเป็นเวลานาน เพราะผ้าเช็ดทำความสะอาด ผ้าขนหนู และฟองน้ำที่มีกลิ่นอับอาจเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อราได้ จึงควรเปลี่ยนและซักทำความสะอาดเป็นประจำ

3. เบกกิ้งโซดา

ถ้าปัญหาหลักคือ “กลิ่น” มากกว่าความชื้น เบกกิ้งโซดา เป็นตัวช่วยกำจัดกลิ่นที่หลงเหลืออยู่ในตู้เย็น หลังจากนำอาหารที่เป็นต้นเหตุออกและทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว

วิธีใช้สามารถเทเบกกิ้งโซดาใส่ภาชนะตื้นและเปิดไว้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับอากาศ จากนั้นวางไว้บริเวณด้านในตู้เย็น ทั้งนี้ควรแยกเบกกิ้งโซดาสำหรับดูดกลิ่นออกจากเบกกิ้งโซดาที่ใช้ประกอบอาหาร

4. กากกาแฟ 

อีกหนึ่งของใกล้ตัวที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือ กากกาแฟ โดยในกาแฟมีสารไนโตรเจน ที่ช่วยสะเทินและทำลายกลิ่นประเภทกำมะถัน เช่น กลิ่นกระเทียม หอมแดง เนื้อสัมผัสที่เป็นรูพรุนของกากกาแฟจะดักจับอนุภาคของกลิ่น ทำให้มีประสิทธิภาพเป็นพิเศษในพื้นที่ปิด ที่กลิ่นไม่พึงประสงค์มักจะคงอยู่

วิธีใช้คือการนำกากกาแฟไปอบหรือตากแดดให้แห้งสนิท (ย้ำว่าต้องแห้ง ไม่อย่างนั้นราขึ้นนะ!) ใส่ถ้วยโปร่งๆ ตั้งไว้ในตู้เย็น เปลี่ยนใหม่ทุก 2 สัปดาห์

5. ถ่านกัมมันต์

เพื่อประสิทธิภาพในการดูดซับกลิ่น ควรเลือก ถ่านกัมมันต์ หรือ Activated Charcoal/Activated Carbon มากกว่าถ่านหุงต้มธรรมดา เนื่องจากถ่านกัมมันต์ถูกผลิตให้มีโครงสร้างรูพรุนและพื้นที่ผิวจำนวนมาก จึงสามารถดูดซับสารระเหยหลายชนิดได้ หลักการดูดซับของ Activated Carbon ถูกนำไปใช้ในการควบคุมสารอินทรีย์ระเหยง่ายและกลิ่นในงานด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

หากจะนำมาใช้ในตู้เย็น สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ถ่านกัมมันต์สำหรับดูดกลิ่น ใส่ในถุงหรือภาชนะที่อากาศผ่านได้ แล้ววางไว้ในมุมหนึ่งของตู้เย็น โดยไม่ให้ผงถ่านสัมผัสกับอาหารโดยตรง

ส่วน ถ่านหุงต้มธรรมดา แม้จะมีโครงสร้างรูพรุนและอาจช่วยดูดซับสารบางส่วนได้ แต่ประสิทธิภาพไม่แน่นอนและไม่เทียบเท่าถ่านกัมมันต์ หากจะใช้ถ่านเพื่อจัดการกลิ่นในพื้นที่เก็บอาหาร การเลือก Activated Carbon ที่ออกแบบมาสำหรับการดูดซับกลิ่นจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

ถ่านกัมมันต์

กลิ่นแรงผิดปกติ อย่าเพิ่งหาของมาดูดกลิ่น

หากเปิดตู้เย็นแล้วพบกลิ่นเหม็นแรงหรือกลิ่นผิดปกติ สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การเทเบกกิ้งโซดาหรือหย่อนถ่านเข้าไป แต่ควรรื้อดูอาหารทั้งหมด ตรวจวันหมดอายุ รวมถึงเช็กตามลิ้นชัก ร่องชั้นวาง และขอบยางประตูว่ามีอาหารหรือน้ำจากของสดหกอยู่หรือไม่ FDA แนะนำให้ตู้เย็นอยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า และควรทำความสะอาดตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยของอาหาร

เพราะต่อให้ใส่ของดูดกลิ่นดีแค่ไหน แต่ถ้า "ไม่เคลียร์ต้นตอ" ก็ไม่หาย! อย่าลืมโละเศษผักเน่า อาหารหมดอายุทิ้ง แล้วใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำเปล่า (1:1) เช็ดทำความสะอาดคราบซอส คราบน้ำที่หยดเลอะก่อน เท่านี้ตู้เย็นก็กลับมาสะอาดวิ้งเหมือนใหม่แล้ว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล