เช็กด่วน! วิธีละลายอาหารแช่แข็งที่ "ปลอดภัยที่สุด" เผยจุดเสี่ยงที่คนส่วนใหญ่ทำพลาด

เช็กด่วน! วิธีละลายอาหารแช่แข็งที่ "ปลอดภัยที่สุด" เผยจุดเสี่ยงที่คนส่วนใหญ่ทำพลาด

เช็กด่วน! วิธีละลายอาหารแช่แข็งที่ "ปลอดภัยที่สุด" เผยจุดเสี่ยงที่คนส่วนใหญ่ทำพลาด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หลายคนคุ้นเคยกับการละลายน้ำแข็งอาหารแช่แข็งด้วยการนำออกจากช่องฟรีซ แล้ววางทิ้งไว้โดยตรงที่อุณหภูมิห้อง มักจะเป็นบนโต๊ะอาหารหรือเคาน์เตอร์ครัวเพื่อรอให้มันละลายเอง อย่างไรก็ตาม รายงานจาก BBC Food ระบุว่านี่ไม่ใช่แนวทางที่ปลอดภัย วิธีที่ได้รับการประเมินว่าปลอดภัยที่สุดคือ การละลายน้ำแข็งในช่องธรรมดาของตู้เย็น เนื่องจากช่วยจำกัดความเสี่ยงในการเจริญเติบโตของแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุให้อาหารเป็นพิษ

การละลายน้ำแข็งในตู้เย็นคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

แม้ว่าจะใช้เวลานานกว่า แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับอาหารเกือบทุกประเภท อาหารส่วนใหญ่จะละลายโดยสมบูรณ์หลังจากผ่านไปประมาณ 24 ชั่วโมง ส่วนเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่หรือไก่ทั้งตัว อาจใช้เวลานานถึง 3 วัน

BBC Food แนะนำว่า ควรวางอาหารไว้บนถาดรองเพื่อรองรับน้ำที่ไหลออกมาในระหว่างกระบวนการละลาย และควรวางไว้ที่ชั้นล่างสุดเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากเนื้อสัตว์ดิบหรืออาหารทะเลกระเด็นไปโดนอาหารชนิดอื่น ทั้งนี้ อุณหภูมิของตู้เย็นควรคงอยู่ที่ 0-5 องศาเซลเซียส และไม่ควรแช่อาหารแน่นเกินไปจนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำความเย็น

วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเนื้อสัตว์, สัตว์ปีก, ปลา, อาหารทะเล, ชีส, แกง, สตูว์ หรือของหวานแช่เย็นที่ทำเอง

สามารถละลายน้ำแข็งแบบเร่งด่วนด้วยไมโครเวฟหรือน้ำเย็น

ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้อาหารอย่างเร่งด่วน BBC Food ให้ข้อมูลว่าไมโครเวฟสามารถช่วยย่นระยะเวลาการละลายน้ำแข็งได้อย่างมาก เช่น อกไก่แช่แข็งชิ้นหนึ่งอาจพร้อมนำไปปรุงอาหารได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องพลิกหรือเปลี่ยนตำแหน่งของอาหารบ่อย ๆ เพื่อให้อาหารละลายได้อย่างทั่วถึง และหลังจากละลายด้วยไมโครเวฟแล้ว ต้องนำอาหารไปปรุงสุกทันที

อีกหนึ่งทางเลือกคือการแช่ในน้ำเย็น โดยอาหารจะต้องถูกห่ออย่างมิดชิดในถุงพลาสติก นำไปแช่ในน้ำที่เย็นจัด และเปลี่ยนน้ำใหม่ทุก ๆ 20 นาที วิธีนี้จะช่วยให้อกไก่หรือเนื้อวัวชิ้นเดี่ยว ๆ สามารถละลายได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

BBC Food ย้ำว่า วิธีนี้เหมาะสำหรับกรณีที่อาหารจะถูกนำไปปรุงและรับประทานทันทีหลังจากนั้นเท่านั้น

นอกจากนี้ อาหารหลายประเภทสามารถนำไปปรุงสุกได้โดยตรงจากสถานะแช่แข็งได้อย่างปลอดภัย เช่น ซุป, ซอส, เนื้อบด, ผักแช่แข็ง หรือพายต่าง ๆ ก็สามารถปรุงด้วยวิธีนี้ได้เช่นกัน ทั้งนี้ ในขณะปรุงอาหาร ต้องแน่ใจว่าอุณหภูมิภายในเนื้ออาหารสูงถึงอย่างน้อย 75 องศาเซลเซียส  โดยสามารถใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหารแบบดิจิทัลเพื่อตรวจสอบความร้อนในจุดต่าง ๆ อย่างแม่นยำ

ไม่ควรปล่อยให้อาหารละลายที่อุณหภูมิห้อง

ตามรายงานของ BBC Food การวางเนื้อสัตว์ ปลา หรืออาหารแช่แข็งไว้บนเคาน์เตอร์ครัวเพื่อให้ละลายเร็วขึ้น ถือเป็นความผิดพลาดที่พบได้บ่อยแต่แฝงไปด้วยความเสี่ยงสูง เนื่องจากช่วงอุณหภูมิระหว่าง 8-63 องศาเซลเซียส ถูกเรียกว่า "โซนอันตราย" (Danger Zone) ซึ่งเป็นช่วงที่แบคทีเรียที่เป็นอันตรายเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก เมื่ออาหารอยู่ในช่วงอุณหภูมินี้นานเกินไป ความเสี่ยงที่จะเกิดอาหารเป็นพิษก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การละลายน้ำแข็งที่อุณหภูมิห้องจะเหมาะเฉพาะกับอาหารที่มีความเสี่ยงต่ำเท่านั้น เช่น ขนมปัง, เค้กที่ไม่มีส่วนผสมของครีมนม หรือของหวานแช่แข็งบางชนิดตามคำแนะนำของผู้ผลิต

ท้ายที่สุดแล้ว BBC Food ระบุว่า ไม่ว่าผู้บริโภคจะต้องการประหยัดเวลามากแค่ไหน ก็ไม่ควรนำความปลอดภัยทางอาหารไปเสี่ยง การเตรียมการล่วงหน้าสักเล็กน้อยและการเลือกวิธีละลายน้ำแข็งที่เหมาะสม จะช่วยให้มื้ออาหารทั้งอร่อยและปลอดภัยต่อสุขภาพ


แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล