เทรนด์ "กินมื้อเช้าตอนเที่ยง" ได้ประโยชน์หรือโทษกันแน่? ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบ

ปัจจุบัน หลายคนเลือกที่จะงดมื้อเช้าหรือเลื่อนเวลาทานอาหารออกไปจนเกือบเที่ยง เพื่อประหยัดเวลาและช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งเทรนด์นี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และพนักงานออฟฟิศ
อย่างไรก็ตาม นพ.หุยน์ ตัน วู ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์แห่งโฮจิมินห์ (สาขา 3) ระบุว่า อาหารเช้ายังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต การงดอาหารเช้าอาจเป็นประโยชน์ต่อบางคนหากทำอย่างถูกวิธี แต่ก็มีความเสี่ยงสูงหากทำไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
หลังจากอดอาหารมาทั้งคืน ร่างกายจำเป็นต้องเติมพลังงานเพื่อฟื้นฟูระดับไกลโคเจนและรักษาสภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ซึ่งอาหารเช้าจะช่วยให้สมองและร่างกายมีพลังงานเพียงพอสำหรับการทำงานและการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพตลอดวัน
ดร.วู กล่าวว่า การกินอาหารเช้าสายเกินไปหรือข้ามมื้อเช้าเป็นประจำ อาจทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะพลังงานต่ำ ส่งผลให้เกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ อ่อนเพลีย กระสับกระส่าย สมาธิสั้นลง และประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด
คิดว่า "งดมื้อเช้า" แล้วจะผอม? ระวังอ้วนกว่าเดิม!
หลายคนเชื่อว่าการไม่ทานอาหารเช้าเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ง่ายที่สุด แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อเราข้ามมื้อเช้า ความหิวจะทวีความรุนแรงขึ้นในมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น ทำให้หลายคนเผลอกินมากกว่าที่ร่างกายต้องการ โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และแคลอรี่สูง
ผลที่ตามมาคือ น้ำหนักไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้น เพราะปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคในช่วงท้ายของวันนั้นเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญได้หมด
เสี่ยงโรคเรื้อรัง และทำร้ายระบบย่อยอาหาร
ผลการศึกษาจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการงดอาหารเช้าเป็นประจำ กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2
นอกจากนี้ ผู้ที่ข้ามมื้อเช้ายังมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ เช่น วิตามินดี วิตามินเอ แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และสังกะสี ซึ่งการขาดสารอาหารรองเหล่านี้เป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน คุณภาพการนอนหลับ สุขภาพจิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
สำหรับระบบย่อยอาหาร การปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานานแล้วจัดหนักในมื้อกลางวัน อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน หรือทำให้อาการแผลในกระเพาะอาหารแย่ลง นอกจากนี้ บางคนอาจมีอาการระบบขับถ่ายรวน เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรือคลื่นไส้ร่วมด้วย
เช็กด่วน! ใครบ้างที่ไม่ควร "ข้าม" มื้อเช้าเด็ดขาด?
ดร.วู แนะนำว่า ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เป็นกลุ่มเฉพาะที่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ
-
ผู้สูงอายุ: การงดอาหารเช้าอาจนำไปสู่ภาวะขาดสารอาหาร ระดับพลังงานลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด และอาจถึงขั้นวูบหมดสติได้
-
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน: อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสวิงจนควบคุมโรคได้ยาก
-
ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด: มีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตที่ผันผวนและการเผาผลาญที่ผิดปกติ ซึ่งอาจกระตุ้นให้โรคกำเริบ
-
ผู้ป่วยแผลในกระเพาะอาหาร/กรดไหลย้อน: อาการอาจแย่ลงเนื่องจากกระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมาเป็นเวลานานโดยไม่มีอาหารไปช่วยเจือจาง
-
ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ/ภูมิคุ้มกันบกพร่อง: อาหารเช้าคือแหล่งพลังงานหลักที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ การงดมื้อเช้าเป็นเวลานานจะยิ่งซ้ำเติมให้ร่างกายอ่อนเพลียมากขึ้น
กินแค่ 2 มื้อต่อวัน ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?
การกินอาหารวันละ 2 มื้อเพื่อลดน้ำหนักกำลังเป็นที่นิยม แต่ ดร.วู ชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลกับทุกคน
การลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับ "ปริมาณแคลอรี่รวมทั้งหมดที่ได้รับ คุณภาพของอาหาร กิจกรรมในแต่ละวัน และไลฟ์สไตล์โดยรวม" ไม่ใช่แค่การลดจำนวนมื้ออาหารเท่านั้น
การกินอาหารน้อยเกินไปหรือกินไม่เป็นเวลา จะยิ่งกระตุ้นความหิว ส่งผลให้ตบะแตกและกินหนักขึ้นในมื้อถัดไป ซึ่งนอกจากจะเสี่ยงทำให้นゅうหนักพุ่งพรวดแล้ว ยังส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญในระยะยาวอีกด้วย
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อการลดน้ำหนักที่ปลอดภัย: ควรใช้วิธีรักษาสมดุลด้วยการทานอาหารหลัก 3 มื้อ (หรืออาจมีของว่างเพื่อสุขภาพ 1-2 มื้อ) ควบคู่ไปกับการควบคุมปริมาณอาหาร (Portion Control) เพิ่มการขยับร่างกาย นอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ และจัดการกับความเครียด ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
