มันเทศ มันม่วง มันหวาน เปิด 5 ข้อควรระวัง อาหารต้านมะเร็งที่ต้องกินให้ถูกวิธี
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
มันเทศ มันม่วง มันหวาน เปิด 5 ข้อควรระวัง สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง ที่ต้องกินให้ถูกวิธี
ในประเทศไทยสามารถหามันเทศได้ง่ายตามตลาดทั่วไป และมีราคาที่ไม่แพง ล่าสุดในรายการสุขภาพของไต้หวัน นายแพทย์หลิว ป๋อเหริน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและโภชนาการ เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยป้องกันโรคมะเร็งแห่งชาติของญี่ปุ่นเคยจัดอันดับผักและธัญพืช 18 ชนิดที่มีประสิทธิภาพต้านมะเร็งสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ มันเทศต้ม, มันเทศสด, หน่อไม้ฝรั่ง, บรอกโคลี, กะหล่ำปลี, กะหล่ำดอก, ขึ้นฉ่าย, เปลือกมะเขือม่วง, พริกหวาน และแครอท
แพทย์หลิวระบุว่ามันเทศอุดมด้วยวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน และสาร DHEA (dehydroepiandrosterone) ซึ่งสามารถแปลงเป็นฮอร์โมนเพศชายในผู้ชาย และเอสโตรเจนในผู้หญิง โดยมีงานวิจัยทดลองว่าปริมาณเล็กน้อยอาจช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้สารแกงกิโลไซด์ (ganglioside) ในมันเทศยังช่วยกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งตายตามวงจร
อย่างไรก็ตาม แพทย์หลิวเน้นว่าควรบริโภคมันเทศในปริมาณเหมาะสม เพราะมันเทศมีแป้งสูง การกินมากเกินไปอาจทำให้พลังงานสะสมเกินและเกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งโพรงจมูกรายหนึ่งที่กินมันเทศวันละ 3 หัวคู่กับข้าวขาว พบว่าค่าทริกลีเซอไรด์สูงและไขมันพอกตับ หลังจาก 6 เดือน
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
มันเทศแต่ละสี เหลือง ส้ม ม่วง ประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร เลือกสีไหนดีกว่า
มันเทศ เป็นพืชหัวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรักสุขภาพ เนื่องจากเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตชั้นดีที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ อย่างไรก็ตาม มันเทศแต่ละสี ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีส้ม หรือสีม่วง ต่างก็มีสารอาหารและคุณประโยชน์ที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป
มันเทศเนื้อสีส้ม(แดง) แหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นเลิศ
มันเทศเนื้อสีส้มเป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยและขึ้นชื่อเรื่องปริมาณ เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) ที่สูงมาก สารชนิดนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอภายในร่างกาย ช่วยในการบำรุงสายตาและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
นอกจากนี้ วิตามินเอในมันเทศสีส้มยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูสุขภาพดี ลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ

มันเทศเนื้อสีม่วง อัดแน่นด้วยสารแอนโทไซยานิน
ความโดดเด่นของมันเทศสีม่วงอยู่ที่สาร แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีหลายเท่าตัว สารนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
การรับประทานมันเทศสีม่วงเป็นประจำยังมีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์สมอง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเน้นเรื่องการชะลอวัยและดูแลระบบเลือด

มันเทศเนื้อสีเหลือง(ขาว) อุดมด้วยวิตามินและใยอาหาร
แม้จะมีสีไม่เข้มเท่าสายพันธุ์อื่น แต่มันเทศเนื้อสีเหลืองหรือสีขาวก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ปริมาณใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่สูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้อิ่มท้องได้นาน
มันเทศกลุ่มนี้ยังประกอบไปด้วยวิตามินบีหลายชนิดที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือผู้ที่ออกกำลังกาย เพราะให้พลังงานที่คงที่และช่วยลดอาการเหนื่อยล้าได้ดี
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
สรุปคุณประโยชน์ของมันเทศแต่ละสี
การเลือกรับประทานมันเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรเลือกตามความต้องการของร่างกายดังนี้:
- เน้นบำรุงสายตาและผิวพรรณ: เลือกมันเทศเนื้อสีส้ม
- เน้นต้านอนุมูลอิสระและดูแลหัวใจ: เลือกมันเทศเนื้อสีม่วง
- เน้นระบบขับถ่ายและพลังงาน: เลือกมันเทศเนื้อสีเหลืองหรือขาว
สรุปแล้ว มันเทศแต่ละสี ต่างมีข้อดีที่น่าสนใจ การรับประทานสลับหมุนเวียนกันไปจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและหลากหลายที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
เคล็ดลับการกินมันเทศให้ได้สารอาหารครบถ้วน
การรับประทานมันเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรล้างให้สะอาดและรับประทานทั้งเปลือก เพราะเปลือกของมันเทศอุดมไปด้วยใยอาหารและสารพฤกษเคมีประเภทโพลีฟีนอล การนึ่งหรืออบทั้งเปลือกจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ครบถ้วนที่สุด
นอกจากนี้ หากนำมันเทศที่ปรุงสุกแล้วไปแช่เย็นก่อนรับประทาน จะช่วยเพิ่มปริมาณ แป้งต้านการย่อย (Resistant Starch) ซึ่งช่วยลดค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ทำให้น้ำตาลในเลือดคงที่และช่วยในการลดน้ำหนักได้ อย่างไรก็ตามควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมแทนการทานข้าวหรือแป้งในมื้อนั้นๆ
5 ข้อควรระวังในการกินมันเทศ
1. ห้ามกินตอนท้องว่าง เพราะอาจทำให้กรดในกระเพาะอาหารสูงเกินไปและเกิดแสบร้อนกลางอก
2. ห้ามกินดิบ เพราะมีแป้งย่อยยาก อาจทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และลดการดูดซึมโปรตีน
3. ห้ามกินมากเกินไป เพราะร่างกายต้องใช้เอนไซม์ย่อยแป้งจำนวนมาก ทำให้เกิดก๊าซและท้องอืด
4. หลีกเลี่ยงการทอดหรือเติมน้ำตาล การปรุงแบบต้มหรือนึ่งช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการ ดีกว่าการทอดหรือใส่น้ำตาลเยอะ
5. ห้ามกินมันเทศที่มีจุดสีดำ เพราะอาจเป็นสัญญาณของแบคทีเรียอันตรายที่สร้างสารพิษ ทำลายตับและอวัยวะอื่น ๆ
ดังนั้น การเลือกและปรุงมันเทศอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดทั้งเรื่องต้านมะเร็ง สุขภาพสายตา ลำไส้ สมอง และระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)