เคล็ดลับซักคราบเหลืองคอเสื้อ ให้ขาววิ๊งเหมือนใหม่! ใช้ของที่มีทุกบ้านแค่ 2 อย่าง

เคล็ดลับซักคราบเหลืองคอเสื้อ ให้ขาววิ๊งเหมือนใหม่! ใช้ของที่มีทุกบ้านแค่ 2 อย่าง

เคล็ดลับซักคราบเหลืองคอเสื้อ ให้ขาววิ๊งเหมือนใหม่! ใช้ของที่มีทุกบ้านแค่ 2 อย่าง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

วิธีแก้คอเสื้อเชิ้ตมีคราบเหลือง ให้กลับมาสะอาดเหมือนใหม่ ด้วยของใช้ที่มีในบ้านแค่ 2 อย่าง

คนรักการสวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวมักประสบปัญหาคราบเหลืองฝังแน่นบริเวณปกเสื้อ ซึ่งซักออกได้ยากแม้จะใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าขาวแล้วก็ตาม จนหลายคนถอดใจและเลือกที่จะทิ้งเสื้อตัวโปรดไปอย่างน่าเสียดาย แต่ล่าสุดมีการเผยแพร่เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญร้านซักแห้งที่ช่วยเปลี่ยนเสื้อเก่าให้กลับมาขาวสะอาดอีกครั้งโดยใช้เพียงของใช้ใกล้ตัว

สำนักข่าว ETtoday รายงานถึงข้อมูลจากผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่ได้แบ่งปันประสบการณ์การทำความสะอาดคราบเหลืองบนคอเสื้อเชิ้ตขาว ซึ่งเขาได้รับคำแนะนำมาจากเพื่อนที่ทำงานในร้านซักแห้งเมื่อ 3 ปีก่อน โดยเคล็ดลับนี้ใช้เพียง "น้ำยาล้างจาน" และ "ยาสีฟัน" ที่มีติดอยู่ทุกบ้านมาเป็นตัวช่วยหลักในการขจัดคราบ

iStockphoto

ขั้นตอนการทำความสะอาดคราบเหลืองบนปกเสื้อ

วิธีการทำความสะอาดตามสูตรลับของร้านซักแห้งสามารถทำตามได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ผสมน้ำยาล้างจานและยาสีฟันในอัตราส่วน 1:1 ให้เข้ากัน
  • นำส่วนผสมที่ได้ทาลงบนบริเวณที่มีคราบเหลืองบนเนื้อผ้า
  • ใช้แปรงสีฟันเก่าค่อยๆ แปรงหรือเคาะเบาๆ เพื่อให้ส่วนผสมแทรกซึมเข้าสู่เส้นใย
  • นำเสื้อไปแช่ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ 30 นาที
  • นำเสื้อเข้าเครื่องซักผ้าและซักตามปกติ

เจ้าของโพสต์ดังกล่าวระบุว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าประทับใจมาก เพราะคอเสื้อที่เคยเหลืองเข้มกลับมาขาวสะอาดเหมือนใหม่ โดยเขาอธิบายเพิ่มเติมว่าน้ำยาล้างจานมีประสิทธิภาพในการขจัดคราบไขมันจากร่างกายที่สะสมอยู่บนปกเสื้อ ส่วนยาสีฟันมีสารขัดถูที่ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ฝังลึกอยู่ในเส้นใยผ้าให้หลุดออกไปได้ง่ายขึ้น

หลังจากเคล็ดลับนี้ถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก หลายคนรู้สึกขอบคุณที่ได้รับรู้ข้อมูลนี้ เพราะช่วยประหยัดเงินในการซื้อเสื้อใหม่ และบางส่วนเสียดายที่เพิ่งทราบวิธีนี้หลังจากที่ทิ้งเสื้อตัวเก่งไปแล้ว เคล็ดลับนี้จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการดูแลเสื้อผ้าสีขาวให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีรุนแรง

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล