กินฟักทองประจำ ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร? เปิดข้อดีและข้อควรระวัง

กินฟักทองแล้วเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย? เผย 6 ประโยชน์ของฟักทองที่คุณอาจไม่เคยรู้
ฟักทอง (Pumpkin) คือพืชตระกูลน้ำเต้าที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง โดดเด่นด้วยผิวที่เรียบหรือขรุขระเล็กน้อยพร้อมสีเหลืองส้มอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่เพียงแต่นิยมนำมาทำอาหารทั้งคาวและหวาน เช่น ซุป สลัด หรือพาย แต่ฟักทองยังอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมหาศาล
1. ช่วยระบบขับถ่ายและสุขภาพลำไส้
ไฟเบอร์เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยควบคุมการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้และช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ฟักทองบดละเอียดเพียง 1 ถ้วยมีไฟเบอร์สูงถึง 7 กรัม ซึ่งคิดเป็นเกือบ 30% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลระบุว่าเปลือกฟักทองมีสารโพลีแซคคาไรด์ที่ไม่ละลายในแอลกอฮอล์ (Alcohol-insoluble polysaccharides) ซึ่งมีส่วนช่วยลดกรดน้ำดีและส่งเสริมการเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ได้อีกด้วย
2. อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
เนื่องจากความเครียดจากออกซิเดชัน (Oxidative stress) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจึงเป็นวิธีที่แนะนำเพื่อลดความเสี่ยงนี้ ฟักทองอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยต้านมะเร็งได้
มีการศึกษาพบว่าผู้ที่บริโภคเมล็ดฟักทองมากขึ้นมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอดลดลง รวมถึงอาจช่วยยับยั้งการพัฒนาของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ แม้ว่าจะยังต้องการงานวิจัยในมนุษย์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลที่ชัดเจน
3. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ฟักทองเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินซี สังกะสี และซีลีเนียม นอกจากนี้ ฟักทองยังมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 90% ซึ่งการได้รับน้ำเพียงพอก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน
ยิ่งไปกว่านั้น 70% ของระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในลำไส้ การดูแลสุขภาพลำไส้ด้วยการกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงอย่างฟักทอง จึงส่งผลดีต่อภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกายด้วย
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
4. ตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
ข้อมูลทางโภชนาการยืนยันเสมอว่าการกินผักผลไม้ช่วยในการลดน้ำหนัก นอกจากจะแคลอรี่ต่ำแล้ว ไฟเบอร์ในฟักทองยังช่วยให้อิ่มนานขึ้น ทำให้ลดการกินจุกจิกระหว่างวันได้ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
5. บำรุงสายตาและลดความเสี่ยงโรคตา
ฟักทองอัดแน่นไปด้วยวิตามินเอ และสารแคโรทีนอยด์อย่าง ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงสายตา
ลูทีนและซีแซนทีนจะสะสมอยู่ที่จอประสาทตาและช่วยกรองแสงที่เป็นอันตราย การบริโภคสารเหล่านี้เป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Macular Degeneration) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. ช่วยควบคุมความดันโลหิต
ฟักทองเป็นแหล่งธรรมชาติของโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารหลักในแนวทางการกินอาหารเพื่อลดความดันโลหิต (DASH Diet) นอกจากนี้ฟักทองยังมีปริมาณโซเดียมต่ำ ซึ่งดีต่อผู้ที่ต้องการควบคุมความดัน
ข้อมูลโภชนาการของฟักทอง (ปริมาณ 1 ถ้วย / ดิบ)
ตารางด้านล่างแสดงข้อมูลทางโภชนาการของฟักทองดิบหั่นเต๋า 1 ถ้วย อ้างอิงจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA):
| สารอาหาร | ปริมาณ |
|---|---|
| พลังงาน | 30 กิโลแคลอรี่ |
| โปรตีน | 1.16 กรัม |
| ไขมัน | 0 กรัม |
| คาร์โบไฮเดรต | 7.5 กรัม |
| ไฟเบอร์ | 0.58 กรัม |
| วิตามินซี | 10 มิลลิกรัม |
ข้อควรระวังในการกินฟักทอง
ฟักทองเป็น “คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน” ที่มีไฟเบอร์สูง ไม่ใช่ผักใบเขียว แม้จะไม่ใช่ผักแต่ฟักทองก็มีประโยชน์มาก หากกินในปริมาณเหมาะสม และใช้แทนอาหารจำพวกข้าวหรือเส้นบางส่วน จะช่วยให้ได้สารอาหารครบถ้วนโดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่ง
เคยมีเคสที่ไต้หวัน ผู้ป่วยเบาหวานกินฟักทองทุกวันในปริมาณมาก เพราะเข้าใจว่าเป็นผักไม่อันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ค่าความเข้มข้นของน้ำตาลสะสมในเลือดพุ่งสูงในระดับอันตราย
นอกจากนี้ การกินไฟเบอร์มากเกินไปอาจทำให้ท้องอืดหรือเกิดแก๊สในกระเพาะได้
สรุปและเคล็ดลับการกิน
ฟักทองเป็นพืชสารพัดประโยชน์ที่กินได้แทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ เมล็ด หรือเปลือก เมนูแนะนำมีทั้งฟักทองบด ซุปฟักทอง หรือเมล็ดฟักทองอบกรอบเพื่อเป็นของว่างเพื่อสุขภาพ การเพิ่มฟักทองในมื้ออาหารเป็นวิธีง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนักไปพร้อมกัน สิ่งสำคัญที่สุดควรกินแต่พอดี และกินอาหารอื่นๆ ที่หลากหลายสมดุล
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

