เคล็ดลับทำกระเจี๊ยบเขียวให้กินง่ายและอร่อย ทั้งเมือก ความเหนียว และกลิ่นแก้ได้!

เคล็ดลับทำกระเจี๊ยบเขียวให้กินง่ายและอร่อย ทั้งเมือก ความเหนียว และกลิ่นแก้ได้!

เคล็ดลับทำกระเจี๊ยบเขียวให้กินง่ายและอร่อย ทั้งเมือก ความเหนียว และกลิ่นแก้ได้!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เทคนิคจัดการความ "เมือก" ของกระเจี๊ยบเขียว กินอร่อยขึ้น ดีต่อสุขภาพ ไม่เลี่ยน

กระเจี๊ยบเขียว เป็นผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากอุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย ทั้งช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและบำรุงระบบขับถ่าย อย่างไรก็ตาม หลายคนมักจะไม่ชอบผักชนิดนี้เพราะความ "เมือก" ที่ออกมามากเกินไป ทำให้กินได้ยาก วันนี้เราจึงมีเทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยลดเมือกกระเจี๊ยบเขียว ทำให้คุณสามารถทานได้อย่างอร่อยและนุ่มลื่นโดยไม่รู้สึกเลี่ยน

สาเหตุที่กระเจี๊ยบเขียวมีเมือกมาก

เมือกที่อยู่ในกระเจี๊ยบเขียวนั้นมาจากสารที่เรียกว่า มิวซิเลจ (Mucilage) ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดที่สามารถละลายน้ำได้ สารนี้มีคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการช่วยในการเคลื่อนไหวของลำไส้และทำหน้าที่เคลือบกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม หากมีการปรุงที่ไม่ถูกวิธี สารมิวซิเลจจะออกมาในปริมาณมากจนทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกไม่ชอบในการรับประทาน

วิธีจัดการความเมือกของกระเจี๊ยบเขียวให้กินง่ายขึ้น

การจัดการกับเมือกของกระเจี๊ยบเขียวสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความกรอบและลดความหนืดลง ทำให้ผักชนิดนี้มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่น่ารับประทานยิ่งขึ้น

1. การแช่น้ำเกลือก่อนการปรุงอาหาร

เทคนิคแรกคือการหั่นปลายฝักของกระเจี๊ยบเขียวออก จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเกลือที่เจือจางประมาณ 10–15 นาที วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณเมือกและกลิ่นเฉพาะตัวของกระเจี๊ยบเขียวออกไปได้มาก ก่อนนำไปปรุงอาหารตามปกติ

2. การลวกด้วยน้ำเดือดจัดอย่างรวดเร็ว

ให้ทำการลวกกระเจี๊ยบเขียวในน้ำที่เดือดจัดเป็นเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น จากนั้นต้องรีบนำขึ้นมาแช่ในน้ำเย็นหรือน้ำที่มีน้ำแข็งทันที การทำเช่นนี้จะทำให้เนื้อสัมผัสมีความกรอบ ในขณะที่การแช่น้ำเย็นจะช่วยหยุดกระบวนการที่ทำให้ผักปล่อยเมือกออกมา

3. การปรุงร่วมกับส่วนผสมที่มีรสเปรี้ยว

การเพิ่มส่วนผสมที่มีรสเปรี้ยวเข้าไปในการปรุงอาหาร เช่น น้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก หรือน้ำส้มสายชู จะช่วยลดความหนืดของเมือกได้เป็นอย่างดี รสเปรี้ยวเล็กน้อยยังช่วยเพิ่มมิติและทำให้จานอาหารมีรสชาติที่สดชื่นขึ้นอีกด้วย

4. การผัดหรือย่างแทนการนำไปต้ม

สำหรับผู้ที่ไม่ชอบเนื้อสัมผัสที่เละจากการต้ม ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีผัดหรือย่างในกระทะที่ร้อนจัดโดยที่ไม่ต้องเติมน้ำ การปรุงด้วยความร้อนแห้งจะทำให้กระเจี๊ยบเขียวปล่อยเมือกออกมาน้อยกว่า และยังช่วยให้ผักมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากขึ้น

5. การจับคู่กับเมนูที่มีรสชาติเข้มข้น

การรับประทานกระเจี๊ยบเขียวร่วมกับอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน เช่น น้ำพริก ปลาย่าง หรือแกงส้มที่มีรสชาติเข้มข้น จะช่วยให้ความเมือกลดบทบาทลงได้ เมื่อจับคู่กันแล้ว กระเจี๊ยบเขียวจะช่วยตัดรสและทำให้รสชาติโดยรวมของเมนูนั้น ๆ มีความกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

 

ประโยชน์ด้านสุขภาพของกระเจี๊ยบเขียวที่น่าสนใจ

นอกเหนือจากการจัดการเรื่องความเมือกแล้ว กระเจี๊ยบเขียว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่ส่งผลดีต่อร่างกายหลากหลายด้าน ดังนี้:

  • ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงเป็นผักที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
  • เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหารให้เป็นปกติ ด้วยปริมาณไฟเบอร์ที่สูง
  • อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยในการปกป้องเซลล์ต่าง ๆ จากความเสื่อม
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด หากมีการรับประทานอย่างสม่ำเสมอ

จะเห็นได้ว่ากระเจี๊ยบเขียวไม่ได้เป็นผักที่กินยากอย่างที่คิด การแก้ไขปัญหาความเมือกนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่การแช่น้ำเกลือ การลวกอย่างรวดเร็ว หรือการปรุงรสชาติเปรี้ยวเข้ามาช่วย เพียงเท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนผักที่มีเมือกให้กลายเป็นเมนูที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพได้ทันที

อ่านเพิ่มเติม:

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล