เปิดไวน์แล้วเก็บได้กี่วัน? พร้อมเคล็ดลับเก็บไวน์ที่เปิดแล้วให้คงความสดใหม่

เปิดไวน์แล้วเก็บได้กี่วัน? พร้อมเคล็ดลับเก็บไวน์ที่เปิดแล้วให้คงความสดใหม่

เปิดไวน์แล้วเก็บได้กี่วัน? พร้อมเคล็ดลับเก็บไวน์ที่เปิดแล้วให้คงความสดใหม่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไขข้อสงสัย! ไวน์เปิดแล้วเก็บได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีถนอมคุณภาพให้อยู่ยาว

การดื่มไวน์เป็นศิลปะที่ต้องการความพิถีพิถัน และปัญหาคลาสสิกของคนรักไวน์หลายคนคือการดื่มไม่หมดขวดในคราวเดียว คำถามสำคัญที่ตามมาคือ "ไวน์ที่เปิดแล้วจะเก็บไว้ดื่มต่อได้นานแค่ไหน?" และจะทำอย่างไรเพื่อรักษาคุณภาพไวน์ให้คงความสดใหม่ให้นานที่สุด

คำตอบสั้นๆ คือ ไวน์ที่เปิดแล้วส่วนใหญ่จะคงคุณภาพที่ดีที่สุดไว้ได้เพียง 3-5 วัน เท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของไวน์และวิธีการเก็บรักษาเป็นสำคัญ เพราะศัตรูตัวฉกาจของไวน์ที่เปิดแล้วก็คือ ออกซิเจน ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) เปลี่ยนรสชาติและกลิ่นหอมของไวน์ให้แย่ลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง

อายุขัยของไวน์แต่ละชนิดหลังเปิดขวด (เมื่อเก็บในตู้เย็น)

ระยะเวลาที่ไวน์จะคงคุณภาพหลังเปิดขวด ขึ้นอยู่กับปริมาณสาร แทนนิน (Tannin) และ ความเป็นกรด (Acidity) ในไวน์ โดยมีแนวทางคร่าวๆ ดังนี้                            

ประเภทไวน์ ระยะเวลาการเก็บรักษา (โดยประมาณ) หมายเหตุ
ไวน์ขาวและไวน์โรเซ่ (ส่วนใหญ่) 3 - 5 วัน ไวน์ที่มีความเป็นกรดสูง (เช่น Sauvignon Blanc) มักจะเก็บได้นานกว่า
ไวน์แดง 3 - 5 วัน ไวน์แดงที่เข้มข้น (Full-Bodied) และมีแทนนินสูง (เช่น Cabernet Sauvignon) มักจะอยู่ได้นานกว่าไวน์แดงแบบ Light-Bodied
ไวน์สปาร์กลิง (Sparkling Wine) 1 - 3 วัน จะสูญเสียความซ่า (Carbonation) อย่างรวดเร็ว ต้องใช้จุกปิดเฉพาะ
ไวน์เสริมแอลกอฮอล์ (Fortified Wine) 28 วัน (เกือบ 1 เดือน) เช่น Port หรือ Sherry เนื่องจากมีปริมาณแอลกอฮอล์และน้ำตาลสูง ทำให้ทนทานต่อการออกซิเดชันได้ดีมาก

วิธีเก็บไวน์ที่เปิดแล้วให้คงความสดใหม่

กุญแจสำคัญในการยืดอายุไวน์ที่เปิดแล้วคือ การจำกัดการสัมผัสกับออกซิเจน และ การควบคุมอุณหภูมิ

1. การปิดผนึกที่ถูกต้อง (Seal It Up)

ใช้จุกเดิมหรือจุกปิดไวน์ (Stopper): วิธีง่ายที่สุดคือการใช้จุกคอร์กเดิมหรือจุกปิดไวน์แบบสุญญากาศ (Vacuum Wine Stopper) ซึ่งสามารถปั๊มอากาศออกจากขวดได้บางส่วน ทำให้ไวน์สัมผัสกับออกซิเจนน้อยลง

จุกปิดไวน์สปาร์กลิงเฉพาะ: สำหรับไวน์สปาร์กลิง (Sparkling Wine) คุณ ต้อง ใช้จุกปิดเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อกักเก็บความซ่าเท่านั้น ห้ามใช้จุกคอร์กธรรมดา

เก็บขวดตั้งตรง: เมื่อปิดขวดแล้ว ควรเก็บขวด ตั้งตรง เพื่อให้พื้นที่ผิวของไวน์ที่สัมผัสกับออกซิเจนมีน้อยที่สุด (แตกต่างจากไวน์ที่ยังไม่เปิดซึ่งควรเก็บแนวนอน)

2. ควบคุมอุณหภูมิ (Chill It Down)

แช่เย็นเสมอ: ไวน์ที่เปิดแล้ว ทุกประเภท ควรเก็บใน ตู้เย็นเสมอ แม้จะเป็นไวน์แดงก็ตาม อุณหภูมิที่ต่ำจะช่วยชะลออัตราการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้อย่างมาก

ไวน์แดงในตู้เย็น: หากคุณกังวลว่าไวน์แดงจะมีรสชาติ "ชา" เกินไปเมื่อนำออกจากตู้เย็น คุณสามารถนำไวน์ออกมาทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 30 นาทีก่อนดื่ม เพื่อให้รสชาติและกลิ่นกลับมาสมดุล

3. การลดพื้นที่ว่าง (Reduce Air Exposure)

เปลี่ยนใส่ภาชนะที่เล็กลง: หากเหลือไวน์ปริมาณน้อย ควรย้ายไวน์ไปใส่ในขวดขนาดครึ่งขวด (Half-Bottle) หรือภาชนะที่มีขนาดเล็กกว่าและปิดสนิท เพื่อลดพื้นที่ว่างระหว่างไวน์กับจุก ซึ่งจะช่วยลดปริมาณออกซิเจนที่สัมผัสกับไวน์ได้

ใช้แก๊สเฉื่อย (Inert Gas): สำหรับคอไวน์ตัวจริง อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์ที่พ่นแก๊สเฉื่อย (เช่น Argon) เข้าไปในขวดก่อนปิด ซึ่งแก๊สนี้จะทำหน้าที่เป็นชั้นป้องกันระหว่างไวน์กับออกซิเจน ทำให้เก็บไวน์ได้นานขึ้นอีกหลายวัน

ข้อสังเกตเมื่อไวน์ "เสีย" หรือ "เปลี่ยนรสชาติ"

แม้ไวน์ที่เปิดแล้วจะไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่เมื่อไวน์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนเกินไป รสชาติและกลิ่นจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน:

  • กลิ่น: จะมีกลิ่นคล้าย น้ำส้มสายชู (Vinegar) หรือคล้ายถั่ว (Nutty) เนื่องจากเอทานอลถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะซิติก
  • รสชาติ: รสชาติผลไม้จะจางหายไป และมีรสชาติเปรี้ยวแหลม หรือรสชาติที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาแทนที่
  • สี: ไวน์ขาวอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มขึ้น และไวน์แดงอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

จำไว้ว่า แม้จะใช้วิธีเก็บรักษาไวน์ที่ดีที่สุด แต่ไวน์ที่เปิดแล้วก็จะไม่มีทางมีรสชาติดีเท่ากับตอนที่เปิดขวดครั้งแรก ดังนั้น หากคุณเปิดไวน์ขวดโปรดแล้ว ควรวางแผนที่จะดื่มให้หมดภายในไม่กี่วัน เพื่อให้คุณได้สัมผัสรสชาติไวน์ที่ดีที่สุดอย่างคุ้มค่า!

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล