เคล็ดลับเชฟ! ปรุงอาหารต้องใส่น้ำปลา–ซีอิ๊วตอนไหนถึงจะหอมจริง
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/wo/0/ud/52/262657/health-2025-09-08t105350.33.jpgเคล็ดลับเชฟ! ปรุงอาหารต้องใส่น้ำปลา–ซีอิ๊วตอนไหนถึงจะหอมจริง

เคล็ดลับเชฟ! ปรุงอาหารต้องใส่น้ำปลา–ซีอิ๊วตอนไหนถึงจะหอมจริง

แชร์เรื่องนี้

หลายคนอาจเคยใส่น้ำปลา–ซีอิ๊วตอนที่น้ำเดือดพล่าน แต่รู้หรือไม่ว่าการปรุงอาหารแบบนั้นทำให้เสียกลิ่นและรสชาติที่แท้จริงไปโดยไม่รู้ตัว

ไม่ควรใส่น้ำปลา–ซีอิ๊วตอนน้ำเดือดจัด

กลิ่นหอมระเหยหายไปเร็ว

น้ำปลาและซีอิ๊วมีสารประกอบที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่เมื่อใส่ในน้ำเดือดจัด กลิ่นเหล่านี้จะระเหยออกไปทันที ทำให้รสชาติอาหารไม่หอมอย่างที่ควร

รสชาติอาจผิดเพี้ยน

ความร้อนสูงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี รสชาติน้ำปลาและซีอิ๊วอาจเปลี่ยนไปเป็นรสขมเค็มจัดแทนที่จะกลมกล่อม

สูญเสียสารอาหารบางชนิด

ความร้อนจัดสามารถทำลายกรดอะมิโนหรือสารอาหารรองบางชนิดที่อยู่ในน้ำปลาและซีอิ๊วได้ แม้จะไม่มาก แต่ก็ทำให้คุณค่าอาหารลดลง

เคล็ดลับปรุงอาหารให้หอมน่าทาน

  • ใส่ตอนน้ำเริ่มเดือดอ่อนหรือใกล้เสิร์ฟ
    เพื่อให้กลิ่นน้ำปลา–ซีอิ๊วยังหอมฟุ้งอยู่ในจานอาหาร

  • ผัดเครื่องปรุงกับน้ำมันเล็กน้อยก่อน
    การเจียวน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสในน้ำมันร้อนเร็ว ๆ จะช่วยดึงกลิ่นหอมออกมา โดยไม่ถูกทำลายเหมือนตอนต้มเดือด

  • เติมสมุนไพรคู่กับการปรุง
    เช่น ใบมะกรูด ตะไคร้ ขิง กระเทียม จะช่วยชูรสและทำให้อาหารหอมกลมกล่อมมากขึ้น

  • ชิมก่อนปรุงเพิ่ม
    การชิมอาหารก่อนใส่เครื่องปรุงจะช่วยปรับรสได้พอดี ไม่ทำให้เค็มเกินไป

การปรุงอาหารด้วยการใส่น้ำปลา–ซีอิ๊วในตอนน้ำเดือดจัด เป็นการทำให้กลิ่นหอมระเหยหายไปและรสชาติเปลี่ยนแปลง การใส่ในช่วงไฟอ่อนหรือเกือบเสิร์ฟ จะช่วยรักษากลิ่นหอมและทำให้อาหารน่าทานยิ่งขึ้น