"น้ำมันพืช" ทำอาหาร เลือกให้ถูกประเภท สู่รสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพ

"น้ำมันพืช" ทำอาหาร เลือกให้ถูกประเภท สู่รสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพ

"น้ำมันพืช" ทำอาหาร เลือกให้ถูกประเภท สู่รสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในทุกครัวเรือน น้ำมันพืชถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้ทอด ผัด อบ หรือเป็นส่วนผสมหลักในน้ำสลัด การเลือกใช้น้ำมันที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ส่งผลต่อรสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารเท่านั้น แต่ยังมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของเราด้วย เพราะน้ำมันแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของจุดเกิดควันและชนิดของไขมัน Sanook จะพาคุณไปเจาะลึกถึงประเภทต่าง ๆ ของ น้ำมันพืชทำอาหาร เพื่อให้คุณสามารถเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด

รู้จักกับน้ำมันพืช: ความสำคัญและประเภทหลัก

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับน้ำมันชนิดต่าง ๆ เรามาทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานที่สำคัญของการเลือกใช้น้ำมันกันก่อน

  • ความสำคัญของน้ำมันพืชในการทำอาหาร: น้ำมันทำหน้าที่เป็นสื่อนำความร้อน ทำให้อาหารสุกทั่วถึงและมีสีสันน่ารับประทาน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มรสชาติและความชุ่มฉ่ำให้กับอาหารอีกด้วย
  • จุดเกิดควัน (Smoke Point) คืออะไร?: จุดเกิดควันคืออุณหภูมิที่น้ำมันเริ่มสลายตัวและปล่อยควันออกมา [2.1] การใช้น้ำมันที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดเกิดควันไม่เพียงแต่จะทำให้อาหารไหม้และมีรสชาติไม่ดี แต่ยังก่อให้เกิดสารอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้น การเลือกใช้น้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูงจึงเหมาะกับการทอดหรือผัดที่ใช้ไฟแรง

น้ำมันพืชทำอาหารยอดนิยม: คุณสมบัติและประโยชน์

น้ำมันแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะตัวที่เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน นี่คือ น้ำมันพืชทำอาหาร ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน

น้ำมันรำข้าว

  • คุณสมบัติ: เป็นน้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง จึงเหมาะสำหรับการทอดและผัดที่ต้องใช้ไฟแรง [3.1] มีรสชาติที่กลาง ๆ ไม่ส่งผลกระทบต่อรสชาติอาหาร
  • ประโยชน์: อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติที่สำคัญอย่างแกมมา-โอรีซานอล (Gamma-Oryzanol) ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

น้ำมันมะกอก

  • คุณสมบัติ: แบ่งออกเป็นหลายเกรด โดย "Extra Virgin Olive Oil" มีจุดเกิดควันต่ำและมีกลิ่นหอมแรง จึงเหมาะสำหรับเป็นส่วนผสมในน้ำสลัดหรือใช้ราดบนอาหารที่ปรุงสุกแล้ว [3.3] ส่วน "Light Olive Oil" หรือ "Pure Olive Oil" มีจุดเกิดควันสูงขึ้น จึงสามารถนำมาผัดหรือทอดแบบเร็ว ๆ ได้
  • ประโยชน์: อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fats) ที่มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

น้ำมันมะพร้าว

  • คุณสมบัติ: น้ำมันมะพร้าวแบบบริสุทธิ์มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีจุดเกิดควันค่อนข้างสูง [3.5] เมื่อแข็งตัวในอุณหภูมิต่ำ
  • ประโยชน์: มีกรดไขมันสายกลาง (MCTs) ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที

น้ำมันคาโนลา

  • คุณสมบัติ: เป็นน้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูงและมีรสชาติที่เป็นกลาง [3.7] ทำให้เป็นน้ำมันอเนกประสงค์ที่สามารถใช้ได้กับอาหารเกือบทุกประเภท
  • ประโยชน์: มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงและมีปริมาณไขมันอิ่มตัวต่ำ ทำให้ดีต่อสุขภาพหัวใจ

น้ำมันถั่วเหลือง

  • คุณสมบัติ: เป็นน้ำมันที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในครัวเรือน มีจุดเกิดควันสูงและราคาไม่แพง
  • ประโยชน์: มีกรดไขมันโอเมก้า 6 ที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

น้ำมันทานตะวัน

  • คุณสมบัติ: มีจุดเกิดควันสูงและรสชาติที่เบาบาง [3.9] เหมาะสำหรับใช้ทอดหรือทำขนมอบ
  • ประโยชน์: อุดมไปด้วยวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

น้ำมันงา

  • คุณสมบัติ: มีจุดเกิดควันต่ำและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ชัดเจน
  • ประโยชน์: เหมาะสำหรับใช้ปรุงรสอาหารในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม [3.11] และเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ

การเลือกน้ำมันให้เหมาะสมกับเมนู

การเลือกใช้ น้ำมันพืชทำอาหาร ที่ถูกต้องจะช่วยยกระดับอาหารของคุณให้ดีขึ้น

น้ำมันสำหรับทอด (Deep Frying):

  • ควรเลือกน้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันคาโนลา เพื่อป้องกันการเกิดสารอันตรายเมื่อโดนความร้อนสูง

น้ำมันสำหรับผัด (Stir-Frying):

  • สามารถใช้น้ำมันที่มีจุดเกิดควันปานกลางถึงสูง เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันสำหรับปรุงรส (Dressing/Finishing):

  • ควรเลือกน้ำมันที่มีกลิ่นหอมชัดเจน เช่น Extra Virgin Olive Oil หรือน้ำมันงา เพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมให้กับอาหาร

การเลือก น้ำมันพืชทำอาหาร ไม่ได้มีเพียงชนิดเดียวที่ "ดีที่สุด" แต่เป็นการเลือกให้เหมาะสมกับวิธีการปรุงและประโยชน์ที่คุณต้องการได้รับ การทำความเข้าใจคุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิดจะช่วยให้คุณปรุงอาหารได้อร่อยและมีสุขภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล