"กระเพาะของหวาน" มีจริงไหม คืออะไร อยู่ตรงไหนของร่างกาย

"กระเพาะของหวาน" มีจริงไหม คืออะไร อยู่ตรงไหนของร่างกาย

"กระเพาะของหวาน" มีจริงไหม คืออะไร อยู่ตรงไหนของร่างกาย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยเป็นคือทานข้าวอิ่มแล้ว แต่พอเห็นของหวานแล้วกลับรู้สึกอยากทาน และมีพื้นที่ว่างให้ของหวานเหล่านั้น อาการนี้เรียกว่า "กระเพาะของหวาน" นั่นเอง ซึ่งมีหลักวิทยาศาสตร์อธิบายปรากฎการณ์นี้ด้วย

มนุษย์มี "กระเพาะของหวาน" จริงหรือ

หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมถึงอิ่มคาวจนแน่นพุง แต่พอเห็นของหวานปุ๊บ กลับมีพื้นที่ว่างให้มันซะงั้น อาการนี้เรียกว่า "กระเพาะของหวาน" นั่นเอง แต่ความจริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้มีกระเพาะสำหรับของหวานแยกต่างหาก มีกลไกทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างที่อธิบายปรากฏการณ์นี้

ทำไมเราถึงอิ่มคาวแล้ว ยังอยากของหวาน

  • กลไกทางสมอง: สมองของเรามีระบบรางวัลที่ตอบสนองต่อรสหวาน การทานของหวานจึงกระตุ้นให้สมองหลั่งโดปามีน สารแห่งความสุข ทำให้เรารู้สึกดีและอยากทานต่อ
  • ฮอร์โมน: ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) กระตุ้นความหิว และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ส่งสัญญาญอิ่มท้อง ฮอร์โมนเกรลินจะหลั่งน้อยลงเมื่ออิ่มคาว แต่ฮอร์โมนเลปตินจะไม่ส่งผลต่อความอยากของหวาน
  • ความเคยชิน: การทานของหวานหลังอาหารเป็นประจำ ร่างกายจะจดจำและสร้างความเคยชิน ทำให้รู้สึก "ขาดอะไรไป"

กลยุทธ์เอาชนะ "กระเพาะของหวาน"

  • ทานของหวานในปริมาณที่เหมาะสม: เลือกทานของหวานที่มีประโยชน์ เช่น ผลไม้สด โยเกิร์ต ธัญพืช แทนขนมหวานแปรรูป
  • ทานของหวานช้าๆ: ทานของหวานอย่างละคำๆ ค่อยๆ สัมผัสรสชาติ ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น
  • ดื่มน้ำเปล่า: ดื่มน้ำเปล่าหลังทานอาหาร ช่วยให้อิ่มท้องและลดความอยากของหวาน
  • หากิจกรรมอื่นทำ: หากิจกรรมอื่นทำหลังทานอาหาร เช่น แปรงฟัน ฟังเพลง อ่านหนังสือ
  • เลือกทานอาหารคาวที่มีใยอาหารสูง: ใยอาหารช่วยให้อิ่มท้องนาน ลดความอยากของหวาน

"กระเพาะของหวาน" กับ "ความเบื่อจำเจเฉพาะรส"

แม้จะทานของคาวอิ่มแล้ว แต่พอเห็นของหวานก็ยังรู้สึกว่าทานต่อได้ อาจอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า "ความเบื่อจำเจเฉพาะรส (Sensory-specific satiety)"

หลักการนี้ บอกว่ายิ่งเรารับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเท่าไร เราก็จะยิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายกับรสชาติของมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่อยากกินต่อ หรืออยากหาอะไรทานเปลี่ยนรสชาติ

ตัวอย่างเช่น ในงานวิจัยที่ให้อาสาสมัคร 128 คน รับประทานอาหาร 2 มื้อ ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับประทานอาหารคนละแบบในมื้อที่สอง รู้สึกอยากอาหารมื้อที่สองมากกว่า กลุ่มที่ได้รับประทานอาหารชนิดเดียวกันทั้งสองมื้อ

แม้ว่าจะมีการศึกษาเกี่ยวกับอาหารคาวและหวานไม่มากนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าหลักการนี้อาจเป็นคำตอบว่า ทำไมหลังจากอิ่มอาหารคาวแล้ว เราถึงยังอยากทานของหวานที่มีรสชาติและสัมผัสแตกต่างไป เช่น คุกกี้ ขนมหวาน หรือชีสเค้ก

เลือกทานของหวานอย่างชาญฉลาด เพื่อสุขภาพที่ดี

การทานของหวานเป็นครั้งคราวหลังอาหารไม่ใช่เรื่องผิด แต่การทานอาหารหวานมากเกินไปเป็นประจำ ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ส่งผลให้ฟันผุ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคอ้วน และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคมะเร็งและโรคหัวใจ

อย่างไรก็ตามคุณก็ไม่จำเป็นต้องอดของหวานอย่างสิ้นเชิง เพราะอาจทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพในอนาคต

เคล็ดลับเลือกของหวานอย่างชาญฉลาด

  • เลือกทานของหวานที่มีประโยชน์: เลือกทานผลไม้สด โยเกิร์ต ธัญพืช แทนขนมหวานแปรรูป
  • ทานของหวานในปริมาณที่เหมาะสม: ทานของหวานในปริมาณพอดี ไม่มากจนเกินไป
  • ทานของหวานช้าๆ: ทานของหวานอย่างละคำๆ ค่อยๆ สัมผัสรสชาติ ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล