Chromotherapy ศาสตร์แห่งการใช้แสงสีต่างๆ

เมื่อรู้สึกว่าชีวิตพึ่งสารสังเคราะห์และยาปฏิชีวนะจนเกินพอดี เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็หวนกลับสู่เบสิกกลับสู่ธรรมชาติทั้งนั้น ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ใช้พลังธรรมชาติรักษาโรค Chromotherapy คือทางเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ Chromotherapy คือศาสตร์แห่งการใช้แสงสีต่างๆ เพื่อเติมพลังให้กับชีวิตและบำบัดร่างกายให้มีสุขภาพดี การใช้สีบำบัดสามารถป้องกันหรือรักษาโรคได้หลายโรค ตั้งต่ความผิดปกติของผิวหนังไปจนถึงเรื่องระบบทางเดินหายใจ จะไม่เหมือนกับการรักษาทั่วไปที่คุณหมอสั่งยาให้คนไข้ การใช้สีบำบัดคือการปล่อยให้ร่างกายรักษาตัวเอง ไงล่ะ น่าสนใจใช่ไหม... รู้จัก Chromotherapy Chromotherapy เกิดขึ้นโดยการฉายของแสง ส่งผ่านการรับรู้ถึงสีต่างๆ ไปยังร่างกายผ่านการมองเห็น สีคือพลังงานอย่างเดียวที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยาเปล่า เมื่อสายตาได้รับแสงที่ส่งเข้ามา ก็จะส่งผลไปยังต่อมผลิตฮอร์โมนซึ่งมีอิทธิพลต่อทุกระบบของร่างกาย ตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกสรรพสิ่งในโลกดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยแสงนะคะ

สีคราม : พลังของสีครามจะเชื่อมโยงเราเข้าสู่จิตใต้สำนึกของเรา ทำให้เกิดจินตนาการใหม่ๆ กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สีครามเกี่ยวข้องกับจักระหน้าผาก ตั้งอยู่กึ่งกลางหน้าผาก เป็นศูนย์รวมแห่งพลังทางจิต การรู้แจ้งแห่งตนระดับสูง จึงเป็นศูนย์กลางแห่งอวัยวะสมองส่วนหลัง จมูก ข้างซ้าย ระบบประสาทส่วนกลาง และต่อมพิทูอิตารี
สีแดง : เมื่อร่างกายเกิดความรู้สึกขาดพลังงาน สีแดงจะช่วยเติมพลังงานให้ร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามีพลัง เกี่ยวข้องกับจักระพื้นฐานซึ่งตั้งอยู่ใต้ก้นตรงรอยฝีเย็บ เป็นศูนย์แห่งพลังอวัยวะไต ต่อมหมวกไต ไขสันหลัง หากร่างกายขาดสีแดง อาจทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิต ไขกระดูก และพลังงานในร่างกายแปรปรวน
สีส้ม : เป็นสีที่นำความร่าเริงมาสู่ชีวิต ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นสีที่กระตุ้นอารมณ์ต่างๆ ได้ดีที่สุด สีส้มสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางของความรู้สึก ความเข้าใจ เรื่องราวทางเพศทั้งหลาย ระบบย่อยอาหาร ระบบสืบพันธุ์ สีส้มเกี่ยวข้องกับจักระเพศค่ะ ตั้งอยู่เหนือกระดูกหัวเหน่า มีด้านหน้าและด้านหลังของร่างกาย หากร่างกายขาดสีส้มจะรู้สึกเหนื่อยล้า สับสน และมองโลกในแง่ร้าย
สีน้ำเงิน : เป็นสีที่ใช้ในการพักผ่อนอย่างแท้จริง เด่นในเรื่องของการทำให้ระบบประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สงบ และช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับได้อย่างดี สีนี้จะเชื่อมโยงเราไปสู่ความคิดที่เป็นอิสระ เกี่ยวข้องกับจักระคอ มีทั้งด้านหน้าและด้านหลังของร่างกาย เป็นศูนย์แห่งอวัยวะหลอดลม หลอดอาหาร กราม ต่อมไทรอยด์ ท่อทางเดินอาหาร ลูกกระเดือก ปอด การหายใจ การเติมพลังสีน้ำเงินมากเกินไปจะทำให้รู้สึกไม่ไว้วางใจ เฉื่อยชา ซึม
สีเหลือง : สีเหลืองจะช่วยให้เรามีความคิดที่สดใส ช่วยส่งเสริมการรับรู้และกระตุ้นความสนใจที่มีต่อสิ่งต่างๆ พลังานจากสีเหลืองจะเกี่ยวข้องกับความสามารถต่างๆ ในการรับรู้ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบความคิดของเราเอง เกี่ยวข้องกับจักระลิ้นปี่ ตั้งอยู่ที่ลิ้นปี่ กึ่งกลางหน้าอกระหว่างกระดูกซี่โครง มีที่ด้านหน้าและด้านหลังของร่างกาย เป็นศูนย์แห่งอวัยะ กระเพาะอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ
สีเขียว : มีคุณสมบัติที่ทำให้พลังงานต่างๆ ในร่างกายเกิดความสมดุล ทำให้ร่างกายดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ช่วยในการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ สีนี้จะถูกเชื่อมโยงกับความรักที่บริสุทธิ์ ให้ความรู้สึกที่อ่อนโยน สีเขียวเกี่ยวข้องกับจักระหัวใจ ตั้งอยู่กึ่งกลางหน้าอกระดับส่วนบนของหัวใจ ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือแบ่งปัน เป็นศูนย์แห่งพลังในการรวมกันกับทุกสรรพสิ่ง หากมีสีเขียวมากเกินไป ร่างกายจะขาดแรงจูงใจ ง่วงนอนผิดปกติ รู้สึกไม่มั่นคง และอิจฉาริษยา
สีม่วง : สีม่วงคือสีที่ช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยให้เรามีกำลังใจในการทำงานต่างๆ ได้ดี และเพิ่มความสามารถในงานด้านศิลปะ พลังงานจากสีม่วงจะเชื่อมโยงเข้าสู่ภายในจิตใจช่วยส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สีนี้เกี่ยวข้องกับจักระสุดท้าย คือ จักระมงกุฏ ตั้งอยู่กลางกระหม่อม เป็นศูนย์รวมแห่งพลังงานทั้งหลาย เช่น พลังงานแห่งจิตวิญญาณ พลังแห่งสติปัญญา ซึ่งก็คืออวัยวะสมองส่วนหน้า ต่อมพีนิล และตาข้างขวา เมื่อเติมพลังงานด้วยสีม่วงมากเกินพอดี เราจะรู้สึกคลุ้มคลั่งและรู้สึกถูกครอบงำ
จะเห็นได้ว่าหินทุกชนิดมีพลังในตัวของมันเอง ดังนั้นการบำบัดโรคด้วยหินก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ให้ถูกที่ถูกทาง มิเช่นนั้นอาจจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีนะ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



