ท้องแล้ว! ยังต้องรักษาน้ำหนักหรือไม่ เลือกกินอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

เรื่องคาใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่อาจจะทำให้ใครหลายคนรู้สึกสงสัย คือ เมื่อท้องแล้วยังคงต้องรักษาน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักของตัวเองอยู่หรือไม่? เพราะคุณแม่บางรายจัดเต็มอาหารทุกประเภทตามความต้องการของร่างกาย เพื่อให้ลูกได้รับเต็ม ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วการตั้งครรภ์จำเป็นต้องควบคุมน้ำหนักให้เกิดความสมดุล พร้อมการคัดเลือกอาหารที่เหมาะสม เพื่อทำให้ลูกน้อยในครรภ์ได้รับสารอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุด ที่สำคัญคือหลังคลอดคุณแม่จะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อสารพัดโรคร้ายและโรคอ้วน ที่อาจจะนำไปสู่โรคเรื้อรังต่าง ๆ ในอนาคตอีกด้วย
คุณแม่น้ำหนักขึ้นเร็ว จะประสบปัญหาสุขภาพด้านใดบ้าง

หนึ่งในเรื่องน่ากลัวของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ คือ น้ำหนักที่พุ่งขึ้นสูงเร็วเกินไป จนทำให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้ยาก เพราะจะเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน, โรคนิ่วในถุงน้ำดี, โรคความดันโลหิตสูง, โรคภาวะหัวใจขาดเลือด ดังนั้นในช่วงของการตั้งครรภ์ควรต้องควบคุมให้น้ำหนักอยู่ในประมาณ 10-12 กิโลกรัม จากน้ำหนักปกติของคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์ ภายใน 3 เดือนแรกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นควรไม่เกินไปกว่า 2 กิโลกรัม ช่วง 4-6 เดือน น้ำหนักจะต้องไม่ขึ้นไปมากกว่า 4-5 กิโลกรัม และในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอดน้ำหนักควรขึ้นเพียง 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือเมื่อรวมกับน้ำหนักลูกในครรภ์แล้ว น้ำหนักของคุณแม่ควรจะต้องขึ้นมาประมาณ 5-6 กิโลกรัมตลอดทั้ง 3 เดือน จึงจะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
โภชนาการสำคัญของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ควรรับประทาน

โภชนาการถือว่ามีความสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนักของคุณแม่กำลังตั้งครรภ์อย่างมาก ดังนั้นจึงทำให้คุณแม่หลายคนทำตารางอาหาร เพื่อให้มีปริมาณแคลอรี่เพียงพอต่อร่างกายของคุณแม่และลูกน้อย ซึ่งโภชนาการที่ถูกต้อง คุณแม่จะต้องเน้นการรับประทานโปรตีนอย่างเนื้อสัตว์ นม ถั่ว และไข่ให้มาก เพื่อการสร้างอวัยวะและการเจริญเติบโตของร่างกายทารกที่เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด คือ น้ำตาลและแป้ง เพราะอาจจะทำให้คุณแม่เป็นโรคอ้วนหลังคลอดได้ง่าย พร้อมการเลี่ยงไขมันแบบอิ่มตัวที่ได้มาจากสัตว์, น้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว เป็นต้น

นอกจากนี้โภชนาการที่คุณแม่ควรได้รับ คือ กรดโฟลิก สารสังเคราะห์ DNA สำหรับการสร้างอวัยวะในชั้นเซลล์ของทารก พร้อมกระตุ้นให้สมองของทารกถูกสร้างอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งคุณแม่ควรจะต้องได้รับโฟลิกหรือสารโฟเลตในปริมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวันอย่างครบถ้วน ซึ่งจะอุดมมากภายในพืชใบเขียว, เนื้อสัตว์, ตับ, พืชตระกูลถั่ว และยีสต์ เป็นต้น พร้อมการมีธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามินรวม ที่จะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมต่อพัฒนาการของทารก
สำหรับคุณแม่ที่มีนิสัยในการทานมังสวิรัติ ควรต้องมีการเพิ่มผัก ผลไม้ และโปรตีนต่าง ๆ ให้มากขึ้น พร้อมการหลีกเลี่ยงอาหาร ขนม หรือผลไม้ที่มีรสหวานมาก เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ส่วนคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องโรคเบาหวาน โรคเลือด โรคไต หรือโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้วในขณะตั้งครรภ์ ควรต้องอยู่ภายในการดูแลของสูตินรีแพทย์อย่างใกล้ชิดที่สุด และจะต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างครบถ้วน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
