ลดขนมหวานด้วย 6 วิธีสุดง่าย ห่างไกลโรคอ้วน

ลดขนมหวานด้วย 6 วิธีสุดง่าย ห่างไกลโรคอ้วน
S! Women

สนับสนุนเนื้อหา

ของหวานชนิดต่างๆ ล้วนเป็นตัวการที่ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย อีกทั้งยังส่งผลทำให้ร่างกายของสาวๆ แลดูแก่ก่อนวัยอีกด้วย ดังนั้นหากใครที่ไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคอ้วน และไม่อยากแก่ก่อนวัย แต่ก็เป็นคนหนึ่งที่รักและชอบการกินของหวานมากๆ วันนี้เราจะชวนให้มาลดของหวานด้วยวิธีสุดง่ายๆ กันค่ะ มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง


1.ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน
แน่นอนว่าการดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงแต่จะช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยให้สาวๆ ห่างไกลจากการเป็นโรคอ้วน พร้อมทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้นและสุขภาพดีอีกด้วย ดังนั้นใครที่มีพฤติกรรมชอบดื่มน้ำหวาน แต่ไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคอ้วน แนะนำให้อดทนดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานกันค่ะ วิธีนี้ช่วยได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญการดื่มน้ำเปล่ายังช่วยลดความอยากกินของหวานได้ดีอีกด้วย


2.กินผลไม้แทนของหวาน
วันไหนที่รู้สึกอยากกินของหวาน เช่น เค้ก คุ้กกี้ ชานมไข่มุก เป็นต้น แนะนำให้สาวๆ เลือกกินผลไม้สดแทนค่ะ โดยเลือกผลไม้ที่มีรสชาติหวาน กินแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น จะช่วยให้สาวๆ รู้สึกเหมือนได้รับความหวานไม่ต่างไปจากการกินของหวานเลย ที่สำคัญการกินผลไม้สดยังให้ร่างกายได้รับวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร และน้ำตาลฟรักโทสกลูโคส ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นมากขึ้น


3.เลือกกินของหวานที่ให้ประโยชน์สูงสุด
หากวันไหนที่สาวๆ รู้สึกอยากกินของหวานจริงๆ แนะนำให้เลือกกินที่ให้ประโยชน์สูงสุด เช่น กินน้ำแข็งใสที่เติมธัญพืชต่างๆ ที่ให้ใยอาหารแก่ร่างกายสูง ไม่ว่าจะเป็นลูกเดือย ถั่วแดง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด หรือจะเติมผลไม้ที่มีรสชาติไม่หวานมากก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากมายเช่นกัน


4.หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลในอาหาร
เชื่อว่ามีสาวๆ หลายคนที่มีพฤติกรรมชอบเติมน้ำตาลในอาหาร ทั้งนี้หากสาวๆ ไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคอ้วน แนะนำให้เลิกพฤติกรรมการเติมน้ำตาลหรือสิ่งที่ให้ความหวานทุกชนิดในอาหารเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ไซรัป หรือไฮฟรักโทสคอร์นไซรับที่สกัดจากข้าวโพด เป็นต้น


5.อ่านฉลากโภชนาการของอาหาร
ทุกครั้งก่อนเลือกกินของหวานทุกชนิด แนะนำให้สาวๆ อ่านฉลากโภชนาการของอาหารให้ละเอียด ซึ่งในฉลากโภชนาการของอาหารจะบอกปริมาณของน้ำตาลที่ข้างกล่องไว้อย่างชัดเจนว่า อาหารชนิดนี้มีน้ำตาลซูโครส แล็กโทส ฟรักโทส กลูโคส มอลโทส ไฮฟรักโทสคอร์นไซรับ น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง คิดเป็นกี่เปอร์เซ็น หรือกี่กรัม ซึ่งหากในฉลากระบุว่าปริมาณน้ำตาลมากกว่า 15 กรัม ก็ควรหลีกเลี่ยงจะดีที่สุด


6.ให้เวลาร่างกายได้ปรับตัว
ในการปรับสภาพลิ้นที่ติดรสชาติหวานของอาหารจะใช้เวลาประมาณ 10 วัน ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกอาจจะทำให้สาวๆ รู้สึกว่ารสชาติของอาหารไม่เหมือนเดิม แต่ถ้าพยายามอดทนอีกสักหน่อยก็จะทำให้ร่างกายสามารถปรับสภาพได้ จะส่งผลให้ลิ้นมีความชินกับรสชาติอาหารที่ไม่หวาน และนั่นจะทำให้สาวๆ มีความต้องการน้ำตาลลดลงจากเดิม


จะเห็นได้ว่าวิธีการลดขนมหวานที่เรานำมาแชร์ให้สาวๆ ได้ลองทำตามนั้น ล้วนทำได้ง่ายมากๆ เพียงแต่อาจจะต้องอาศัยความอดทนอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของสาวๆ อย่างแน่นอน เอาเป็นว่าสาวๆ คนไหนที่ไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคอ้วนและไม่อยากเข้าสู่ภาวะแก่ก่อนวัย ก็ต้องพยายามลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลในแต่ละวันกันให้มากๆ นะคะ