อาการมือและเท้าบวมขณะตั้งครรภ์ แค่รู้เท่าทันก็รับมือได้

อาการมือและเท้าบวมขณะตั้งครรภ์ แค่รู้เท่าทันก็รับมือได้
S! Women

สนับสนุนเนื้อหา

ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ ร่างกายก็จะมีการปรับเปลี่ยนสภาพที่ผิดปกติไปจากเดิม นอกจากน้ำหนักตัวจะเพิ่มมากขึ้น หรือมีภาวะท้องโย้มากขึ้นแล้ว อีกหนึ่งอาการคนท้องที่พบได้บ่อยก็คือ อาการมือและเท้าบวมขณะตั้งครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นอาการที่คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าเป็นแล้วไม่รักษา ก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงตามมาได้


อาการมือและเท้าบวมขณะตั้งครรภ์ มีลักษณะอาการเป็นอย่างไร
อาการมือและเท้าบวมขณะตั้งครรภ์ เป็นอาการที่มือและเท้าแต่ละข้างของคุณแม่เกิดการบวมแบบผิดปกติ โดยอาจจะบวมเพียงข้างเดียว หรือบวมทั้งสองข้าง หรือมีอาการท้องอืดร่วมด้วย


สาเหตุของอาการมือและเท้าบวมขณะตั้งครรภ์
อาการมือและเท้าบวมขณะตั้งครรภ์ เกิดได้จากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมโพสเจสเตอโรนแปรปรวน ส่งผลต่อการทำงานของหลอดเลือดและต่อมน้ำเหลือง ทำให้เลือดทั้งหมดภายในระบบหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น เกิดการไหลเวียนที่ไม่สมดุล เป็นเหตุให้ร่างกายเกิดการกักเก็บของเหลวเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้มีอาการมือและเท้าบวมตามมา


วิธีรับมือกับอาการมือและเท้าบวมขณะตั้งครรภ์
การรับมือเพื่อดูแลป้องกันและรักษาอาการมือและเท้าบวมขณะตั้งครรภ์ มีดังต่อไปนี้

1.หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ หากต้องนั่งพักควรยกระดับเท้าให้สูงกว่าหัวใจ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

2.พยายามยกขาให้สูงเป็นประจำ หากนั่งทำงานในออฟฟิศควรหาเก้าอี้เตี้ยๆ มาหนุนรองขาเอาไว้

3.หลีกเลี่ยงการใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าที่รัดแน่นเกินไป

4.เวลานอนให้ยกปลายเท้าให้สูงขึ้น หากหมอนเล็กๆ มาหนุนเท้าเอาไว้ตลอดเวลา และพยายามนอนตะแคง

5.หลีกเลี่ยงการนั่งไขว้ห้าง และหมั่นเปลี่ยนอิริยาบถในการนั่งบ่อยๆ เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

6.แช่เท้าในน้ำอุ่นประมาณ 15-20 นาที จะช่วยบรรเทาอาการปวดและบวมได้

7.งดรับประทานอาหารที่มีรสเค็มขัด เพราะโซเดียมในอาหารเหล่านั้นจะทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีอาการบวมที่บริเวณมือ ขา และเท้าได้

8.ควรหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะการตรวจเช็คความดันโลหิตเป็นประจำ เพื่อคัดกรองสาเหตุอื่นๆ ของอาการมือและเท้าบวม ว่าเกิดมาจากโรคอื่นใดหรือไม่

อาการมือและเท้าบวมเป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในหญิงตั้งครรภ์ ดังนั้นเพื่อไม่ให้โรคลุกลามไปมากกว่าเดิม คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรหมั่นสังเกตมือและเท้าอยู่เป็นประจำ เพื่อให้สามารถเห็นความผิดปกติได้ทันเวลา และเพื่อให้สามารถรู้ต้นสายปลายเหตุของการเกิดอาการดังกล่าวได้ จะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น