3 ส่วนของปลา ควรระวัง "สะสมโลหะหนัก" พร้อมเตือน 5 เมนู กินผิดเสี่ยงเสียสุขภาพ!

3 ส่วนของปลา ควรระวัง "สะสมโลหะหนัก" พร้อมเตือน 5 เมนู กินผิดเสี่ยงเสียสุขภาพ!

3 ส่วนของปลา ควรระวัง "สะสมโลหะหนัก" พร้อมเตือน 5 เมนู กินผิดเสี่ยงเสียสุขภาพ!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

3 ส่วนของปลาที่ควรระวัง อาจสะสมโลหะหนัก สารพิษ และพยาธิ กินผิดวิธีอาจเสี่ยงต่อสุขภาพ

ปลาเป็นหนึ่งในอาหารที่หลายคนยกให้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดีและกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเตือนว่า ไม่ใช่ทุกส่วนของปลาจะเหมาะกับการรับประทาน เพราะบางส่วนอาจมีโอกาสสะสมสิ่งปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก สารพิษ หรือพยาธิได้มากกว่าส่วนอื่น

นอกจากส่วนประกอบของปลาแล้ว วิธีเลือกปลา วิธีปรุง และชนิดของปลาก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะปลาบางชนิดที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารระดับสูง ซึ่งอาจสะสมสารปนเปื้อนได้มากขึ้น

1. เหงือกปลา แหล่งสะสมสิ่งปนเปื้อนที่ควรทำความสะอาดอย่างดี

เหงือกเป็นอวัยวะที่ปลามีไว้สำหรับแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับน้ำ จึงเป็นบริเวณที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง ทำให้มีโอกาสสะสมสิ่งสกปรก จุลินทรีย์ หรือปรสิตบางชนิดได้

ก่อนนำปลาไปประกอบอาหาร ควรล้างทำความสะอาดอย่างละเอียด และหลายคนเลือกที่จะตัดเหงือกออกก่อนปรุง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากสิ่งตกค้างที่อาจสะสมอยู่บริเวณดังกล่าว

2. เครื่องในปลา อร่อยแต่ควรรับประทานอย่างระมัดระวัง

แม้บางคนจะชื่นชอบเครื่องในปลาเพราะมีรสชาติเฉพาะตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอวัยวะภายในของสัตว์น้ำเป็นส่วนที่มีโอกาสสะสมสารต่าง ๆ ได้มากกว่าส่วนเนื้อ โดยเฉพาะโลหะหนักบางชนิดและสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากเครื่องในเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญและการกำจัดสารต่าง ๆ ในร่างกายของปลา จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเป็นประจำ โดยเฉพาะปลาที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

3. หนังปลา ต้องเลือกและปรุงให้เหมาะสม

หนังปลาไม่ได้เป็นส่วนที่ต้องหลีกเลี่ยงเสมอไป เพราะมีคอลลาเจนและสารอาหารบางชนิด แต่ในปลาบางประเภท หนังอาจเป็นบริเวณที่มีไขมันสะสมและอาจมีสารปนเปื้อนตกค้างได้มากกว่าเนื้อปลา

หากรับประทานปลาแซลมอนหรือปลาชนิดอื่นที่มีความเสี่ยงเรื่องสารตกค้าง ควรเลือกแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ และปรุงอย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัย

5 เมนูปลาที่ควรระวัง หากรับประทานบ่อยเกินไป

1. ปลาขนาดใหญ่ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร

ปลานักล่าขนาดใหญ่ เช่น ปลาฉลาม ปลากระโทงดาบ หรือปลาทูน่าบางชนิด มีโอกาสสะสมสารปรอทและโลหะหนักมากกว่าปลาขนาดเล็ก เนื่องจากกินสัตว์น้ำชนิดอื่นเป็นอาหารและสารเหล่านี้สามารถสะสมต่อเนื่องตามห่วงโซ่อาหาร

กลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณโลหะหนักในอาหาร

2. ปลาทอดที่ใช้น้ำมันอุณหภูมิสูง

การทอดอาหารด้วยอุณหภูมิสูงและใช้น้ำมันซ้ำ อาจทำให้เกิดสารที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงไขมันทรานส์บางส่วน ซึ่งหากรับประทานเป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

วิธีปรุงอย่างนึ่ง ต้ม หรือย่างจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยรักษาคุณค่าทางอาหารได้มากกว่า

3. เมนูปลาที่ปรุงรสจัด

อาหารประเภทปลาที่ผ่านการปรุงรสเข้มข้น เช่น ปลาเค็ม ปลาต้มซีอิ๊ว หรือปลาราดซอสบางชนิด อาจมีปริมาณโซเดียมสูง ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือมีปัญหาเรื่องการบวมน้ำควรรับประทานในปริมาณเหมาะสม

4. ปลาทะเลน้ำลึกบางชนิด

แม้ว่าปลาทะเลหลายชนิดจะมีโอเมก้า 3 สูง แต่ปลาบางประเภทก็อาจมีความเสี่ยงเรื่องโลหะหนัก ขึ้นอยู่กับชนิดปลาและแหล่งที่จับ

การเลือกปลาขนาดเล็กที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารระดับต่ำกว่า เช่น ปลาทู หรือปลาชนิดอื่นที่มาจากแหล่งผลิตที่ตรวจสอบได้ อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

5. ปลาดิบหรือซาชิมิ

ปลาดิบมีความเสี่ยงจากพยาธิและเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะหากผ่านกระบวนการเก็บรักษาไม่เหมาะสม กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

4 วิธีเลือกและกินปลาให้ปลอดภัยขึ้น

  • เลือกปลาขนาดเล็กและหลากหลายชนิด เพราะมักมีโอกาสสะสมโลหะหนักน้อยกว่าปลาขนาดใหญ่
  • เลือกซื้อปลาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลแหล่งผลิตหรือมาตรฐานรับรอง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากสารปนเปื้อน
  • ทำความสะอาดและปรุงสุกอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณเครื่องใน เหงือก และส่วนที่อาจมีสิ่งตกค้าง
  • ปรับวิธีปรุงอาหาร เช่น ต้ม นึ่ง หรืออบ แทนการทอดด้วยน้ำมันปริมาณมาก

โลหะหนักชนิดใดที่มักพบในอาหาร?

ข้อมูลจากศูนย์ความปลอดภัยอาหารฮ่องกงระบุว่า โลหะหนักที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคดเมียม เนื่องจากสามารถสะสมในร่างกายและส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ หากได้รับเป็นเวลานาน

โดยเฉพาะสารปรอทในรูปแบบเมทิลเมอร์คิวรี (Methylmercury) ซึ่งพบได้ในปลานักล่าขนาดใหญ่บางชนิด อาจส่งผลต่อระบบประสาท โดยกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือทารกในครรภ์และเด็กเล็ก

ส่วนสารหนูและแคดเมียมสามารถพบได้จากสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร เช่น น้ำ ดิน หรืออาหารบางประเภท รวมถึงสัตว์น้ำบางชนิดที่มีการสะสมสารเหล่านี้

ท้ายที่สุด ปลาเป็นอาหารที่มีประโยชน์และควรอยู่ในเมนูประจำวัน แต่การกินปลาให้ดีต่อสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกชนิดปลาเพียงอย่างเดียว ยังรวมถึงการเลือกแหล่งที่มา การทำความสะอาด และวิธีปรุงอาหารด้วย

หลีกเลี่ยงการกินส่วนที่เสี่ยงต่อการสะสมสิ่งปนเปื้อน เช่น เครื่องในหรือเหงือก เลือกปลาที่เหมาะสม และรับประทานอย่างหลากหลาย จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากปลาโดยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความเป็นข้อมูลเพื่อการให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล