5 อาหาร "ห้ามแช่ตู้เย็น" แม้อากาศร้อนตับแลบ ยิ่งแช่ยิ่งพัง!

เลิกทำด่วน! สื่ออังกฤษแฉ 5 พฤติกรรมแช่ของในตู้เย็น ทำลายรสชาติ-อาหารเน่าไม่รู้ตัว
เมื่อสภาพอากาศภายนอกเริ่มทวีความร้อนรุนแรงขึ้น ผู้บริโภคจำนวนมากมักมีพฤติกรรมรีบนำวัตถุดิบและอาหารทุกชนิดไปอัดแน่นไว้ในตู้เย็น เพราะมีความเชื่อมั่นว่าความเย็นเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยถนอมอาหารและยืดอายุการเก็บรักษาให้ยาวนานที่สุด ทว่าคณะผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคระดับสากล Which? จากประเทศอังกฤษ ได้ออกโรงเตือนว่า พฤติกรรมความเคยชินนี้อาจเป็นตัวการทำลายรสชาติดั้งเดิมและเปลี่ยนเนื้อสัมผัสของอาหารคูครัว 5 ชนิดให้พังเสียหายอย่างรวดเร็วโดยที่คุณไม่รู้ตัว
ในสภาวะที่อุณหภูมิห้องพุ่งสูง ความเย็นจัดของตู้เย็นกลับส่งผลกระทบทางเคมีและสรีรวิทยาต่อพืชผักบางประเภท และนี่คือลิสต์ 5 อาหารต้องห้ามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า "ไม่ควรนำเข้าตู้เย็น" เด็ดขาด
1. แตงกวา
รายงานจากองค์กร Which? ระบุว่า อุณหภูมิที่ต่ำเกินไปภายในตู้เย็นคือศัตรูตัวฉกาจของแตงกวา ความเย็นจัดจะเข้าทำลายเซลล์ผิวภายนอกทำให้ผิวแตงกวาเริ่มเหี่ยวแห้งและเหี่ยวย่น ขณะที่เนื้อในจะสูญเสียความกรอบและเปลี่ยนสภาพเป็นนิ่มเหลว วิธีการจัดเก็บที่ถูกต้องตามหลักสรีรวิทยาของผักคือการวางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ หากผู้บริโภคต้องการรับประทานแตงกวาแบบเย็นฉ่ำ แนะนำให้นำเข้าตู้เย็นล่วงหน้าเพียง 1 ชั่วโมงก่อนนำมาปรุงอาหารหรือรับประทานสด ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เพียงพอในการทำความเย็นโดยไม่ทำลายโครงสร้างเนื้อสัมผัส
2. มะเขือเทศ
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การอาหารชี้ชัดว่า ความเย็นในตู้เย็นจะเข้าไปหยุดยั้งและลดประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ธรรมชาติที่ทำหน้าที่สร้างกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัวของมะเขือเทศ การนำมะเขือเทศไปแช่เย็นจึงส่งผลให้มะเขือเทศมีรสชาติที่จืดชืด สูญเสียความหอม และเนื้อสัมผัสจะมีความบรานหรือเป็นทรายกระด้าง ดังนั้น แนวทางที่ดีที่สุดคือการวางมะเขือเทศไว้ในอุณหภูมิห้องเพื่อให้กระบวนการสุกตามธรรมชาติทำงานได้อย่างสมบูรณ์
3. กล้วย
ผู้บริโภคหลายครัวเรือนมักนำกล้วยเข้าแช่ในตู้เย็นด้วยความหวังว่าจะช่วยชะลอการเน่าเสีย แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม ความเย็นจะเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวของกล้วยถูกทำลายและเปลี่ยนแปรสภาพเป็นสีดำคล้ำอย่างรวดเร็วเกินจริง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จัดเก็บกล้วยไว้ในพิกัดที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและมีความเย็นตามธรรมชาติ นอกจากนี้ กล้วยยังเป็นผลไม้ที่ปล่อย ก๊าซเอทิลีน (Ethylene Gas) ซึ่งมีฤทธิ์เร่งการสุกของผลไม้รอบข้าง จึงควรวางกล้วยแยกห่างจากผลไม้ชนิดอื่นเพื่อป้องกันไม่ให้ผลไม้อื่นเน่าเสียเร็วขึ้น
4. ขนมปัง
การนำขนมปังไปเก็บไว้ในตู้เย็นถือเป็นความเข้าใจผิดทางโภชนาการที่พบได้บ่อยที่สุด คณะนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สภาพแวดล้อมที่เย็นและแห้งภายในตู้เย็นจะเร่งกระบวนการดึงความชื้นออกจากเนื้อแป้ง (Retrogradation) ส่งผลให้ขนมปังสูญเสียความนุ่มอย่างรวดเร็ว เนื้อสัมผัสจะแห้ง แข็ง และกระด้าง จากผลการทดสอบของ Which? พบว่า การเก็บขนมปังไว้ในถุงผ้าฝ้าย (Cotton) หรือถุงพลาสติกปิดสนิทที่อุณหภูมิห้องปกติ จะสามารถรักษาความนุ่มนวลของเนื้อขนมปังได้ดีกว่าการแช่เย็นอย่างเห็นได้ชัด
5. หัวหอมใหญ่
หัวหอมใหญ่เป็นพืชที่ไม่ถูกกับความชื้นสูงภายในตู้เย็นอย่างสิ้นเชิง ปริมาณความชื้นที่สะสมจะเข้าไปเปลี่ยนเนื้อหัวหอมที่เคยแน่นให้กลายเป็นเนื้อนิ่มเหลว และกระตุ้นให้เกิดเชื้อราปนเปื้อนจนเน่าเสียในที่สุด ทางออกที่ถูกต้องคือการเก็บรักษาหัวหอมไว้ในสถานที่ที่แห้ง มืด และมีลมโกรกโชยผ่าน โดยหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดกระทบโดยตรง (ข้อยกเว้น: สำหรับหัวหอมที่ผ่านการหั่นหรือใช้งานแล้วบางส่วน ควรจัดเก็บในกล่องสุญญากาศปิดสนิทแล้วนำเข้าแช่ในตู้เย็นเพื่อรักษาคุณภาพเนื้อ)
ทริกรับมือสำหรับบ้านที่ "อากาศร้อนจัดเกิน 30 องศา"
สำหรับผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศร้อนอบอ้าวมากเป็นพิเศษ เช่น ประเทศไทย ซึ่งอุณหภูมิห้องในตอนกลางวันอาจพุ่งสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส และมีความกังวลว่าหากวางไว้ข้างนอกอาหารจะเน่าเสียเร็วกว่ากำหนด ทางองค์กร Which? ได้ให้คำแนะนำทางเลือกไว้ว่า ให้นำอาหารกลุ่มนี้ไปจัดเก็บไว้ในตู้เก็บของในครัวที่มืด ลึก และแห้ง ซึ่งพื้นผิวด้านในตู้จะช่วยกักกันความร้อนและแสงแดดไม่ให้ส่องกระทบโดยตรง ถือเป็นเกราะกำบังธรรมชาติที่ดีกว่าการนำอาหารทั้งหมดไปยัดรวมกันจนล้นตู้เย็น
- ใส่ "ทิชชู่ม้วน" ในตู้เย็น ทริคแม่บ้านญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่ดูดความชื้น แต่มีประโยชน์กว่านั้น!
- ทำไม "เก้าอี้พลาสติก" ต้องเจาะรูตรงกลาง? เฉลยเหตุผลลับรูกลม ไม่ใช่สามเหลี่ยม-สี่เหลี่ยม

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี